เช็คให้ชัวร์ ก่อนเลือกซื้อรถมือสองให้ได้รถสภาพใหม่ และราคาเหมาะสม

 

การเช็ครถมือสองให้ชัวร์ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อรถนั้น จะต้องมีการเช็ครถให้ชัวร์ก่อนที่จะทำการตกลงซื้อขายกัน ซึ่งจะต้องเลือกอย่างไรดี ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย

1.จะต้องดูปีของรถยนต์ด้วย

ซึ่งจะต้องดูด้วยว่า รถยนต์มือสองที่คุณต้องการซื้อนั้น เป็นปีไหน มีอายุการใช้งานมามากหรือน้อยเพียงใดบ้าง ซึ่งจะต้องดูด้วยว่า สภาพของรถนั้นใหม่หรือไม่

2.ดูภาพรวมของเครื่องยนต์

เครื่องยนต์ของรถยนต์มือสองนั้น จะต้องเลือกและตรวจดูสภาพรถ รวมถึงเครื่องยนต์ด้วยว่า มีการยกเครื่องเปลี่ยนใหม่ หรือไม่ หรือจะเป็นเครื่องยนต์แบบเดิมที่มากับตัวรถตั้งแต่แรก มีการซ่อมเยอะไหม   ซึ่งจะต้องใช้ประสบการณ์ในการดูรถสักนิดนึงด้วย

3.ดูรายละเอียดภายในและภายนอกตัวรถ

ซึ่งในการเลือกรถยนต์มือสองนั้น  จะต้องเลือกและดูรายละเอียดทั้งภายในและภายนอก รวมถึงจะต้องศึกษาว่า รถยนต์มือสองแต่ละรุ่นนั้นได้มีรายละเอียดหรือตำหนิ ทั้งภายนอกและภายในอย่างไรบ้าง  เพื่อนำมาเปรียบเทียบกันกับรุ่นที่คุณต้องการซื้อนั่นเอง พร้อมทั้งยังต้องศึกษารายละเอียดของรุ่นและปีของรถด้วยว่า เป็นรุ่นอะไรและปีไหนกันแน่ ซึ่งรถแต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่นก็มีจุดสังเกตไม่เหมือนกัน นอกจากนี้จะต้องดูรายละเอียดอย่างอื่นเพิมเติมด้วย  เช่นระบบไฟฟ้า และระบบต่าง ๆ ภายในรถยนต์

4.มีประกันหรือไม่

จะต้องมีการตรวจสอบด้วยว่า มีการประกันหรือไม่ ซึ่งหากว่าเป็นรถยนต์ที่มีประกันมาด้วย จะดีมาก

5.รถยนต์มือสองสภาพเดิม

สำหรับรถยนต์มือสองที่ไม่ได้มีการดัดแปลงอะไรเลย นั้นเป็นรถยนต์มือสองที่ดีที่สุด เนื่องจากว่าการดัดแปลงสภาพนั้น อาจจะไม่ได้ดีแบบรถยนต์แบบเดิม และนอกจากนี้รถยนต์มือสองนั้น จะต้องเลือกอย่างพิจารณา และสังเกตให้ดีก่อน  เกมคาสิโน

และก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์มือสองนั้น จะต้องเลือกอย่างใส่ใจในรายละเอียด ค่อย ๆ ดู ค่อย ๆ ตัดสินใจ เพื่อให้คุณได้เลือกรถอย่างดีที่สุด นั่นเอง  อีกทั้งในเรื่องของการประกันรถยนต์ที่ยังไม่ถึง 10ปี ก็สามารถซื้อประกันชั้น 1 ได้ หากว่ารถยนต์ที่มีอายุใช้งานมากกว่า 10-15 ปีสามารถซื้อประกันรถยนต์ชั้น 2 หรือ 3 ส่วนรถยนต์มือสองที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 15 ปี สามารถลือกซื้อประกันภัยชั้น 3 ซึ่งจะมีความเหมะสมกว่า ด้วยราคา     เป็นอย่างไรกันบ้างกับเทคนิคการเลือกรถยนต์มือสอง เพื่อให้คุณเลือกรถยนต์มือสองที่มีสภาพดี และยังเป็นรถยนต์มือสองที่มีความเหมาสมในเรื่องของสภาพ และระบบทั้งภายในและภายนอก อีกทั้งยังเป็นรถยนต์มือสองที่มีความเหมาะสมในเรื่องของราคาอีกด้วย

 

Continue Reading

ใช้รถอย่างไรให้ยืดอายุได้นาน

ถ้าเรามีวิธีรักษาและดูแลรถและหมั่นคอยตรวจสอบ บางปัญหาอาจจะไม่เกิดขึ้น
อีกทั้งยังเป็นการถนอมรถที่เรารักให้มีสภาพที่ดีและอยู่กับเราอีกนาน เพื่อความไม่ประมาท
บทความนี้จึงมีวิธีการดูแลรักษารถเบื้องต้นแบบง่ายๆฉบับคนรักรถมาแนะนำกัน
วิธีการดูแลรถเพื่อให้รถคงสภาพที่ดี
1.หากจอดรถไว้นาน ใช้ขาตั้งยกรถเป็นตัวค้ำเวลาจอด เพราะยางรถยนต์จะถูกกดในจุดเดียวทำให้ยางเสียทรง
ต้องเปลี่ยนใหม่
2. จอดรถในที่ร่ม เพื่อไม่ให้รถร้อน หรือจะเลือกใช้รถเป็นสีที่คายความร้อนเช่นสีสว่างเป็นมันเงาดูก็ได้
3. ทำความสะอาดแผงหน้าปัดด้วยผ้าชุบน้ำพอหมาด และหมั่นดูดฝุ่นในรถเสมอ
4.เคลือบเบาะหนังเพื่อให้รถดูเหมือนใหม่อยู่เสมอ
5.แก้ปัญหาไฟท้ายมีร่องรอยด้วยการเอาเทปซึ่งขายในร้านอุปกรณ์สำหรับรถมาติด
ก่อนที่น้ำจากฝนจะรั่วซึมเข้ามาติดอยู่ภายใน
6. ต่อให้เป็นรถที่ทนทานขนาดไหนก็ไม่ควรบรรทุกของหนักเกินไป
ไม่ว่าจะเป็นที่ท้ายรถหรือมัดไว้บนหลังคาก็ตาม ซึ่งโดยทั่วไปแล้วควรจุไม่เกิน 90 กิโลกรัม
7. มองหาผ้ามาคลุมรถทุกครั้งตอนที่เก็บในโรงรถเพื่อรักษาสีให้ดูใหม่นาน ๆ
8. สำหรับคนที่จำเป็นต้องใช้รถบรรทุกของไปด้วย ควรใช้ผ้าหนา ๆ ปูสักชั้นก่อนใส่ของลงไปด้วย
จะได้ไม่ขูดขีดโดนรถจนเป็นรอย
9.เมื่อมีสิ่งของมากระทบรถ อย่ามองข้ามแม้สิ่งเล็กน้อย เพราะแม้แต่ของอย่างลูกบอลพลาสติก
ก็สามารถทำให้เกิดรอบขนแมวบนรถเราได้ ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงที่จะไม่ให้มีอะไรมากระทบรถจะเป็นการดีที่สุด
10.กระปุกเก็บน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ต้องมีน้ำมันอยู่ในระดับพอดี
และฝาปิดสนิทก่อนสตาร์ทเครื่องหากเจอความร้อนหลังเครื่องทำงานเข้าไป
อาจยิ่งเพิ่มความดันจนทำให้น้ำมันล้นออกมาได้
11.ไม่ควรเร่งเครื่องในตอนสตาร์ทรถทันที โดยเฉพาะช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น
หากเป็นไปได้เราควรจะเร่งเครื่องหลังจากเวลาผ่านไปประมาณ 10 – 20 นาที แล้วจะดีกว่า
12.ไม่ควรที่จะหยุดรถกะทันหัน เพราะจะส่งผลให้ล้อสึกอย่างรวดเร็ว
13.หลีกเลี่ยงการขับรถเร็วในช่วงที่อากาศร้อนจัดหรือเย็นจัด
14.การเคลือบแว็กซ์ที่รถ ก็เป็นการถนอมสีของรถที่ดีมากวิธีการหนึ่ง
ทั้งช่วยให้สีติดทนนานขึ้นและยังป้องกันรอยขูดขัดได้อีกด้วย…

Continue Reading

แต่งเบาะรถยนต์อย่างไรให้รอดมือโปลิศ

การแต่งรถ ถือเป็นความชอบส่วนตัว ปนความจำเป็นในการใช้งาน
แม้รถจากโรงงานหลากแบรนด์หลายยี่ห้อจะดีก็จริง
แต่หลายคนยังชื่นชอบความเร็วที่มากกว่า
หลายคนชอบความบึกบึนที่ทรหดมากขึ้น
การจะใช้ให้ได้ดังใจจึงต้องมีการต่อเติมเสริมแต่งกันบ้างเป็นธรรมดา
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะรถซิ่ง รถแต่ง จะยกสูง โหลดเตี้ย
โมเครื่องแรง โมเครื่องเสียงดัง ติดไฟใต้รถ ระเบิดท่อไอเสียก็แล้แต่ใจชอบ
ทว่าจะขับผ่านด่านทีไรก็ต้องเสียวสันหลังว่าจะโดนเรียกจอดมั้ยจะโดนปรับ เพราะดัดแปลงรถยนต์หรือไม่
บทความนี้เราจึงเตรียมข้อมูลที่จะช่วยขจัดปัญหาคับข้องใจต่างๆ
ของบรรดาขาซิ่งสี่ล้อ ว่าควรแต่งรถอย่างไรให้รอดมือจากโปลิศ
รอดตัวจากการเสียค่าปรับ โดยจะว่ากันต่อที่หัวข้อ
แต่งเบาะรถยนต์อย่างไรให้รอดมือโปลิศ
ติดแบบเบาะซิ่งเหใอนรถแข่ง ติดเอาเท่เอาสวย
วันนี้เรามีคำตอบให้ครับ แต่งเบาะรถยนต์อย่างไรให้รอดมือโปลิศ
หลังจากที่เราทำการแต่งรถภายนอกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
หลายคนเลือกที่จะทำการตกแต่งภายในด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะติด
เกจวัด เปลี่ยนพวงมาลัย และสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็จะเป็น เบาะซิ่ง
ที่หลายคนนั้นชอบ เพื่อให้เกิดความสะดุดตา
โดยเบาะแต่ง เบาะซิ่ง จะมีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ หนึ่ง
Semi Bucket Seat
เบาะแต่งประเภทนี้จะสามารถปรับเอนเพื่อให้ผู้ขับขี่ปรับระดับให้เหมาะสม
ทำให้เกิดความสบายในการขับขี่
เบาะซิ่งแบบนี้จึงเหมาะกับรถสปอร์ตสองประตู
เพื่อที่สามารถพับเบาะลงให้คนนั่งหลังขึ้น-ลง ได้อย่างสะดวก
ในส่วนรูปแบบเบาะภายในจะเป็นโครงเหล็กที่มีความแข็งแรงเพิ่ม
ขึ้นกว่าเดิม พร้อมทั้งจะมีการติดตั้งชุดปรับเดินหน้า-ถอยหลังไว้ที่รางเบาะด้วย
และเบาะแต่งประเภทนี้จะมีออกแบบให้รับกับสรีระคนขับมากกว่าดิม
สอง Full Bucket Seat
เบาะซิ่งประเภทนี้จะไม่สามารถปรับเอนได้ หรือที่เราชอบเรียกว่า
เบาะหลังแข็ง จะเหมาะกับรถแข่ง โดยจะมีมาตรฐาน FIA
เป็นตัวควบคุมคุณภาพ ว่าสามารถจะใช้ในการแข่งขันได้หรือไม่
วัสดุส่วนใหญ่ที่นำมาทำเบาะซิ่งประเภท Full Bucket Seat
จะเป็นพลาสติกฉีดขึ้นรูป หรือ ไฟเบอร์ชนิดต่างๆ เช่น คาร์บอนไฟเบอร์
จึงทำให้มีน้ำหนักที่เบากว่าเบาะรถเดิมเป็นอย่างมาก
และที่ฮิตกันในหมู่วัยรุ่นจะเป็น เบาะ BRIDE เบาะ RECARO
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเลือกแต่งเบาะแบบไหน ขอให้ทราบไว้ว่าที่นั่งหรือเบาะ
ได้มีการะบุขนาดกว้างยาวเอาไว้ด้วย
เกี่ยวข้องกับการระบุจำนวนผู้โดยสาร
เบาะแต่งส่วนมากจะมีขนาดถูกต้อง
แต่หากถอดเบาะออกหรือสั่งทำเบาะใหญ่พิเศษถือว่าผิดกฎหมาย
ส่วนเข็มขัดนิรภัย ทางกรมการขนส่งได้กำหนดมาตรฐานไว้ว่า
เบาะที่ติดเข็มขัดนิรภัย 4 จุด ถือว่าผิดมาตรฐาน
แต่หากยึดแน่นหนาปลอดภัยก็อนุโลมได้ แต่หากใส่เข็มขัดนิรภัย
4 จุด 8 จุด แล้วไม่คาด ถือว่าไม่ผิดพระราชบัญญัติแต่ผิดกฎหมาย ถูกจับเสียตังแน่นอน…

Continue Reading

ข้อดีหลากหลายของการทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ

การทำประกันภัยรถยนต์นั้น ในบ้านเราจะมีภาคบังคับซึ่งต้องทำกันทุกคันในทุกๆ
ปีอยู่แล้ว
แต่สำหรับการทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจนั้นมันก็มีข้อดีหลากหลายที่ทำให้
หลายคนไม่มองข้ามมันไป

สำหรับการทำประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับนั้น
เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำกันตามกฏหมาย
ซึ่งมีไว้เพื่อให้ความคุ้มครองต่อการสูญเสียของชีวิตเป็นสำคัญ
ขณะที่การทำประกันภัยรถยนต์ในรูปแบบประกันภัยภาคสมัครใจ
แต่ละเจ้าก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต่างกันออกไป
แต่โดยหลักแล้วมันก็มีข้อดีเหมือนๆ กันที่ทำให้หลายคนเลือกที่จะทำ
สำหรับใครที่ยังนึกภาพตามไม่ออกว่ามันดีอย่างไรก็ลองมาดูกัน

ก่อนอื่นเลยก็คือถ้าหากว่าผู้ขับขี่เกิดประสบอุบัติเหตุทางท้องถนน
เมื่อต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลก็ไม่ต้องสำรองเงินจ่ายไปก่อน
เพราะการทำประกันภัยภาคสมัครใจจะเอื้อให้ผู้ที่ทำประกันเอาไว้สามารถเข้ารับก
ารรักษาพยาบาลได้เลยทันที
ตรงนี้มีประโยชน์อย่างมากในแง่ของสภาพคล่องทางการเงิน
เพราะไม่ต้องมานั่งปวดหัวจากความล่าช้าที่อาจเกิดจากการเบิกค่ารักษาพยาบาลใ
นภายหลัง ซึ่งในเคสนี้ถ้าหากว่าเป็นประกันภัยจากภาคบังคับ
บางครั้งก็อาจจะเบิกได้ไม่ครอบคลุมตามที่จ่ายไปจริงๆ ด้วย

กรณีที่รถยนต์สูญหาย, ถูกขโมย หรือว่าไฟไหม้ขึ้นมา
แน่นอนว่าถ้าเป็นประกันภัยภาคบังคับจะไม่ครอบคลุมถึงเรื่องนี้
เพราะจะคุ้มครองเพียงแค่ความเสียหายที่เกิดขึ้นเฉพาะร่างกายของผู้เอาประกันภั
ย รวมไปถึงบุคคลอื่นๆ เท่านั้น
แต่ความเสียหายที่มีต่อทรัพย์สินจะไม่สามารถเบิกได้เลย
ผิดกับประกันภัยในภาคสมัครใจ โดยสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสม
ทั้งประกันชั้น 1, ชั้น 2 หรือว่าชั้น 3

ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อสิ่งที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ในอนาคตนั่นเอง
เรียกได้ว่าถึงแม้จะโชคร้ายเสียรถไป แต่ก็ไม่ได้เสียเงินจนสูญสิ้นหมดตัวขนาดนั้น

สำหรับการใช้บริการประกันภัยรถยนต์นั้นสามารถเรียกใช้ได้ตลอดทั้งวัน 24
ชั่วโมง นั่นก็เพราะว่าอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา
ซึ่งบริษัทประกันภัยรถยนต์ต่างๆ จะเล็งเห็นถึงจุดนี้อยู่แล้ว
และที่สำคัญสำหรับบางกรมธรรม์
บริษัทประกันภัยจะจัดหาที่พักให้ผู้เอาประกันภัยด้วย
หากว่าประสบอุบัติเหตุในต่างจังหวัดหรือว่าในยามวิกาล
ซึ่งไม่สะดวกต่อการเดินทางกลับบ้านในเวลานั้น
เป็นเรื่องของความอุ่นใจที่จะได้รับจากการทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ

โดยรวมแล้วถือว่าเป็นผลประโยชน์ต่อผู้เอาประกันภัยที่จะได้รับอย่างมาก
แม้ว่าประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจนั้นจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นมาจากภาคบังคับพอ
สมควร แต่เมื่อได้ทราบถึงข้อดีต่างๆ เหล่านี้แล้ว
ผู้ขับขี่รถยนต์ก็คงจะทราบแล้วว่ามันจำเป็นขนาดไหนที่จะต้องทำประกันในภาคนี้
เอาไว้ควบคู่กันด้วย…

Continue Reading

แต่งล้อรถยนต์อย่างไรให้รอดมือโปลิศ

การแต่งรถ ถือเป็นความชอบส่วนตัว ปนความจำเป็นในการใช้งาน
แม้รถจากโรงงานหลากแบรนด์หลายยี่ห้อจะดีก็จริง แต่หลายคนยังชื่นชอบความเร็วที่มากกว่า
หลายคนชอบความบึกบึนที่ทรหดมากขึ้น การจะใช้ให้ได้ดังใจจึงต้องมีการต่อเติมเสริมแต่งกันบ้างเป็นธรรมดา
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะรถซิ่ง รถแต่ง จะยกสูง โหลดเตี้ย โมเครื่องแรง โมเครื่องเสียงดัง ติดไฟใต้รถ ระเบิดท่อไอเสีย ก็แล้แต่ใจชอบ
ทว่าจะขับผ่านด่านทีไรก็ต้องเสียวสันหลังว่าจะโดนเรียกจอดมั้ยจะโดนปรับ เพราะดัดแปลงรถยนต์หรือไม่
บทความนี้เราจึงเตรียมข้อมูลที่จะช่วยขจัดปัญหาคับข้องใจต่างๆ
ของบรรดาขาซิ่งสี่ล้อ ว่าควรแต่งรถอย่างไรให้รอดมือจากโปลิศ
รอดตัวจากการเสียค่าปรับ โดยจะว่ากันต่อที่หัวข้อ
แต่งล้ออย่างไรให้รอดมือโปลิศ จะใส่เต็มซุ้ม ขอบใหญ่ ขอบเล็ก วันนี้เรามีคำตอบให้ครับ
แต่งล้ออย่างไรให้รอดมือโปลิศล้อ
ถือเป็นอุปกรณ์รถยนต์ที่ผู้ขับขี่จะเริ่มตกแต่งกันเป็นอันดับแรก
แถมมีให้เลือกมากมายหลากหลายสไตล์ ไล่ตั้งแต่ ล้อชิ้นเดียว
ที่ราคาแพงมาก ไปถึง ล้อประกอบ ที่มีให้เลือกหลากหลายราคาตามแต่ต้องการ
นอกจากลวดลายของ ล้อ แล้ว เรายังสามารถเลือกตกแต่งรถยนต์ด้วยไซส์ของล้อได้ด้วย
โดยมีให้เลือกตั้งแต่ 12 – 25 แต่ใช่ว่าจะเลือกใส่ได้หมดตามความต้องการ
เพราะต้องคำนึงถึง ค่า Offset และ ระบบเบรก ด้วย
เท่านั้นไม่พอ หากต้องการความปลอดภัยบนท้องถนน
การเปลี่ยนล้อหนึ่งครั้ง ยังต้องคำนึงถึง ขนาดของยาง,ลักษณะของดอกยาง, โช๊ค และ สปริง ด้วย
นอกจากนี้ยังสามารถเลือกแบบการวางมุมล้อได้ด้วย เรียกว่าตามสะดวกกันเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม
ใช่ว่าทุกครั้งที่คุณจัดเต็มจัดหล่อกับล้อรถยนต์ของคุณแล้วจะรอดปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ
เพราะแม้ตามกฎหมายจะไม่มีการระบุขนาดของล้อรถยนต์
และขนาดล้อรถยนต์ไม่ได้มีผลต่อการเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้น
จะใส่ล้อขนาดไหนก็สามารถทำได้
แต่หากรถยนต์ของคุณใส่แล้วเส้นยางล้นออกมานอกบังโคลนล้อเป็นหลายๆ นิ้ว
เจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีสิทธิเรียกจอด และหากตรวจพบ พิจารณาแล้วว่าเป็นสิ่งที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
หรือสร้างความเดือดร้อนต่อผู้อื่นได้ ก็ถือว่าผิดได้เช่นกัน นั่นทำให้การใส่ล้อใหญ่เสียจนต้องแบะล้อหลบซุ้ม
นอกจากจะทำให้รถไม่เกาะถนนแล้ว ยังถือเป็นการทำร้ายช่วงล่างรถยนต์อีกด้วย
จะทำให้มุมอินเอาท์ผิดเพี้ยนไปจากเดิม
ซึ่งจะทำให้ควบคุมล้อรถได้ยากขึ้น ทำให้กินยางมากขึ้นและดูแลรักษารถยนต์ยากอีกด้วย…

Continue Reading

ท่อไอเสีย

ท่อไอเสีย คือกลุ่มของท่อสแตนเลสที่ดัดโค้งแบบไม่มีรอยพับและขึ้นรูปมาอย่างชาญฉลาด
แต่ศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังนั้นค่อนข้างซับซ้อน
ดังนั้นปัจจัยหลักของระบบไอเสียสมรรถนะสูงจึงอยู่ที่การออกแบบนั่นเอง ตัวแปรมีตั้งแต่ขนาดศูนย์กลาง
ความยาวของท่อทั้งระบบ ปริมาตรเฮดเดอร์ จำนวนและรูปแบบหม้อพักที่ใช้
ซึ่งระบบไอเสียทั้งหมดจะต้องออกแบบให้ทำงานสอดประสานกันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
จากนั้นจึงมองถึงเรื่องสารเคลือบทนความร้อนชนิดต่างๆ
หรือวาล์วอัจฉริยะที่ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ที่จะมาบังคับให้ ไหลหลบหม้อพักในระบบไปได้
การปรับตัวแปรต่างๆ
เหล่านี้จะมีผลโดยตรงต่อสมรรถนะเครื่องยนต์นอกจากนี้ยังสามารถปรับแต่งเพื่อให้รถออกมามีบุคลิกแบบที่เรา
ต้องการได้อีกด้วย
ท่อรวมไอเสีย มีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่
-ท่อรวมไอเสียแบบธรรมดา มักทำมาจากเหล็กที่หล่อขึ้นรูป เนื่องจากมีต้นทุนที่ต่ำ
แต่ระบายไอเสียได้ไม่คล่องเท่าไรนัก ดังนั้นเครื่องยนต์จึงทำงานหนักขึ้นเพื่อผลักไอเสียให้ผ่านท่อลักษณะนี้
จึงส่งผลให้เครื่องยนต์กำลังตกลง
-ท่อรวมไอเสียแบบเฮดเดอร์( Header)
คือท่อไอเสียที่ทำจากท่อแยกแต่ละสูบและสามารถดัดโค้งให้ยาวขึ้นทำให้การระบายไอเสียจากเครื่องยนต์ทำได้ดีก
ว่า รถยนต์จึงมีกำลังมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม
ท่อรวมไอเสียที่มาจากโรงงานส่วนใหญ่จะเป็นท่อไอเสียรวมแบบธรรมดา
2.หม้อพักกลาง ปราการด่านที่สองก็คือหม้อพักกลางพัก ส่วนใหญ่จะเป็นไส้ตรงหรือตรงเกลียว
จะทำหน้าที่ช่วยดูดซัพเสียงจากท่อรวมไอเสีย และหม้อพักท้าย ให้เงียบลงและไม่สะท้อนเข้าห้องโดยสาร
3.หม้อพักท้าย ถือเป็นด่านสุดท้าย ส่วนใหญ่จะติดกับปลายท่อโชว์อยู่ด้านท้ายรถ
มีหน้าที่ซัพเสียงไม่ต่างจากหม้อพักกลาง แต่ที่เพิ่มขึ้นมาคือการวางไส้ ในลักษณะที่ต่างกัน
เพื่อสร้างแรงอั้นให้เหมาะสมกับขนาดเครื่องยนต์และชนิดของเกียร์
เทคนิคควรรู้
คุณสมบัติหม้อพักท้ายลักษณะต่าง ๆ
หม้อพักไส้ย้อน ส่วนใหญ่ท่อเดิม ๆ จากโรงงานจะเป็นท่อประเภทนี้ ให้ความเงียบเป็นเลิศ
ใช้ได้ทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์ออโตเมติก
แต่เหมาะกับเกียร์ออโตเมติกที่สุดเพราะมีแรงอั้นสูงส่งผลให้พละกำลังการออกตัวและรอบต้นดีอย่างที่เรียกกันว่าต้น
จัด แต่จะไม่เหมาะกับเครื่องที่มีระบบอัดอากาศ
หม้อพักไส้เยื้อง จะมีความโล่งมากกว่า หม้อพักไส้ย้อน ใช้ได้ทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์ออโตเมติก
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อโล่งมากขึ้นแรงอั้นก็ลดลงตามไปด้วยจึงอาจส่งผลให้
กำลังตกในรอบต้นแต่จะได้การไหลในรอบปลายมาแทน
หม้อพักไส้ตรง มีความโล่งที่สุดในบรรดาหม้อพักทั้งหมด ไม่เหมาะกับรถเกียร์ออโต้เมติก
เพราะไม่มีแรงอั้นถ้าเผลอไปใส่เข้าพละกำลังยามออกแทบไม่มีเลยทีเดียว
แต่หม้อพักประเภทนี้จะเหมาะสำหรับรถที่มีระบบอัดอากาศและเกียร์ธรรมดา…

Continue Reading

รู้จัก DAIHATSU เจ้าพ่อรถเล็กแห่งญี่ปุ่น

หากพูดถึงชื่อรถยนต์เครื่องเล็กจากฝั่งญี่ปุ่นที่โด่งดังมากในอดีต ก่อนทีจะกลายเป็นอีกหนึ่งรถยนต์ในเครือของ TOYOTA
ย่อมหนีไม่พ้นชื่อของ DAIHATSU หรือที่คนไทยเรียกกันว่า ไดฮัทสึ เพราะอยู่คู่กับตลาดบ้านเรามานาน
โดยประวัติของค่ายรถยนต์ DAIHATSU เริ่มต้นเชิดฉายช่วงปี 1907 ในชื่อ Hatsudoki Seizo
หรือ ฮัทสึโดคิ เซย์โซ ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนชื่อในปี 1951 เป็น ไดฮัทสึ
และได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง ทำให้กิจการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ปลาเล้กย่อมเป็นเหยื่อของปลาใหญ่ เมื่อ
DAIHATSU เจาะตลาดกลุ่มผู้ชื่นชอบรถยนต์ขนาดเล็กได้สำเร็จ
ความสนใจจาก TOYOTA ก็พุ่งมายังเมืองโอซาก้าทันที ก่อนจะปิดจ็อบถือหุ้นใหญ่ได้สำเร็จช่วงปี 1967
หลังจากนั้น DAIHATSU ภายใต้การบริหารและดูแลโดย TOYOTA
ได้ทำการขยายฐานการทำธุรกิจให้มีขนาดใหญเพิ่มขึ้น ด้วยการส่งรถยนต์ออกไปขายในโซนอเมริกาและยุโรป
แต่ผลงานกลับไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คิด เรื่องดังกล่าวทำให้ DAIHATSU
ต้องซมซานกลับมาเลียแผลใจในเอเชียและวางจำหน่ายแค่ในภูมิภาคบ้านเกิดของพวกเราเท่านั้น
ก่อน TOYOTA จะเทคโอเวอร์ 100% ได้สำเร็จช่วงปี 2016 ถือสิทธิครอบครองแต่เพียงผู้เดียวโดยไร้เงาเจ้าของดั่งเดิม
กระนั้นการรวมตัวในครั้งนี้ เชื่อกันว่าจะเป็นการพัฒนารถยนต์ให้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วยการมุ่งเน้นนำความสามารถหลักของทั้งสองค่ายมาพัฒนาศักยภาพ
และสมรรถนะของรถให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเติบโตในตลาดรถยนต์อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดมุ่งหมายของการร่วมมือกันทางธุรกิจในครั้งนี้
คือการช่วยเพิ่มมูลค่าของแบรนด์รถยนต์ทั้งคู่ให้มากขึ้น มีความแข็งแกร่งมากขึ้น
เนื่องจากจะเป็นการนำจุดเด่นของทั้งสองค่ายมาใช้ประโยชน์ภาย ใต้กลยุทธ์เดียวกัน
ซึ่งหลังจากที่ TOYOTA เทคโอเวอร์ DAIHATSU ไปดูแล พี่น้องชาวไทยก็มีข่าวที่จะได้เห็นรถยนต์แบรนด์นี้ออกมาวางจำหน่ายในประเทศของเราอีกครั้ง
ไล่ตั้งแต่ DAIHATSU Basket, DAIHATSU Copen, DAIHATSU FX, DAIHATSU
Wake, DAIHATSU Terios, DAIHATSU Thor ไปจนถึง DAIHATSU Mira Tocot
แต่สุดท้ายสาวกรถยนต์ Kei Car ก็ทำได้แค่มองตาปริบๆ และรอให้ทีมผู้ผลิต TOYOTA แจ้งข่าวดี
หลังเคยครองใจชาวไทยจากรุ่น DAIHATSU Mira
รถยนต์เอนกประสงค์ขนาดเล็กที่เปรียบเสมือนเป็นรุ่นบุกเบิกของรถในรูปแบบมินิคาร์ในปัจจุบัน
ด้วยตัวรถที่มีขนาดเล็ก เหมาะสำหรับขับเคลื่อนในเมือง ประหยัดน้ำมัน และมีสีให้เลือกที่หลากหลาย
นอกจากนี้สมรรถนะในการขับเคลื่อนก็ดีเยี่ยมไม่แพ้รถยนต์รูปแบบทั่วไป ทำให้แม้จะเลิกวางจำหน่ายไปแล้ว
แต่ก็ยังเห็นคนขับได้ประปรายบนท้องถนนในบ้านเรา…

Continue Reading

รู้จัก LEXUS ค่ายดังยุโรปสัญชาติญี่ปุ่น

LEXUS คือค่ายรถยต์ในเครือของ TOYOTA ที่ออกไปสร้างฐานการผลิตในประเทศชั้นนำของโลก
เริ่มจาก สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ และ แคนาดา จนกลายมาติดตลาดและมีชื่อเสียง
จนหลายคนแทบไม่เชื่อว่านี่คือรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น จุดเริ่มต้นของค่ายรถยนต์ LEXUS
เกิดจากการประชุมของผู้บริหารระดับสูง TOYOTA ช่วงปี 1983
ในหัวข้อที่พวกเขาต้องการพิสูจน์ความเป็นเลิศของตัวเองในทางวิศวกรรมยานยนต์
ด้วยการลงมือสร้างรถยนต์ในระดับ Luxury และยกระดับของแบรนด์ใหม่ ที่แตกหน่อออกไป
แต่สิ่งที่พวกเขาใช้เป็นตัวกำหนดในการถือกำเนิด LEXUS คือการสร้างรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงสุด เทียบเท่า
หรือดีกว่ารถยนต์หรูหราของพวกอเมริกันและยุโรป พร้อมเปิดหน้าใหม่แห่งประวัติศาสตร์ของวงการรถยนต์
อย่างไรก็ตาม กว่าได้รถยนต์ LEXUS คันแรกนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะสิ่งที่ TOYOTA
ต้องการคือรถหรูเทียบชั้นค่าย BMW, Jaguar, Mercedes Benz,Rolls Royce และ Bentley
นั่นทำให้ทุกขั้นตอนในการผลิตรถยนต์ต้นแบบเป็นไปด้วยความพิถีพิถัน
นั่นทำให้ TOYOTA ระดมทีมงานวิศวกร 1,400 คน,ช่างเทคนิค 2,300 คน และช่างเครื่องยนต์ 220 คน
เข้าร่วมโปรเจ็กต์นี้ โดยเริ่มต้นจากการคิดค้นโครงสร้างของตัวรถ เปลือกตัวถังแซสซีส์ และระบบความปลอดภัย
เพื่อให้มั่นใจว่าจะขับได้ทุกสภาวะและสภาพถนน โดยนอกจากการค้นคว้าในห้องทดลองแล้ว รถต้นแบบ
LS400 ถูกนำไปวิ่งทดสอบอย่างหนักทั้งในสหรัฐอเมริกา เยอรมนี เบลเยียม สวีเดน และ แคนาดา ทุกสภาพถนนทั้งทางด่วน รถติด
ทะเลทรายอันร้อนระอุ หิมะอันเหน็บหนาวแถบขั้วโลกเหนือ หรืออุโมงค์สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของระบบไฟในตัวรถ หลังจากนั้นช่วงปี 1985
หัวหน้าทีมออกแบบได้เริ่มต้นออกแบบรูปทรงตัวรถใหม่ โดยคำนึงถึงอาคารบ้านเรือนที่ใช้จอดรถ ความกว้างของถนน
เปรียบเทียบกับขนาดของรถยนต์ซาลูนหรูรุ่นอื่นๆ ของคู่แข่ง รวมถึงสิ่งแวดล้อมและสภาพการขับขี่
สุดท้ายกว่าที่ LS400 จะมีรูปทรงที่ถูกต้องตามหลักอากาศพลศาสตร์ หรือแอร์โรไดนามิกส์
และมีค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานอากาศอยู่ในเกณฑ์ดี รวมถึงมีความสง่างามตามแบบฉบับของแบรนด์หรูก็ปาเข้าไปช่วงปี 1987
แต่เท่านั้นยังไม่พอ TOYOTA ลุยต่อในเรื่องของการระบายความร้อน การทรงตัวในสภาพอากาศและอุณหภูมิที่แตกต่างกัน
วัสดุที่ใช้ตกแต่งภายใน ความสะดวกสบายในการขับ การบังคับควบคุม รวมถึงเสถียรภาพของการทรงตัว
ตามด้วยการติดตั้งระบบเครื่องเสียงให้เหมาะสมกับรูปแบบห้องโดยสาร ระบบ Traction-Control
ระบบป้องกันล้อล็อกในระหว่างการเบรก ABS รวมไปถึงทำแบบสอบถามจากเจ้าของรถยนต์หรูในสหรัฐอเมริกา
ทั้งเรื่องสมรรถนะของรถยนต์ และราคาที่ต้องการด้วย ผลสุดท้ายด้วยความเพียรพยายามและความตั้งใจของทีมงานกว่า
3,00 คน รถยนต์ Lexus LS400 ซึ่งเป็นรถรุ่นแรกสุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทหนึ่งเดียวจากเอเชี
ย ที่หาญกล้าผลิตรถหรูหราราคาแพงเทียบชั้นกับคู่แข่งทั่วโลกจึงประสบความสำเร็จอย่างงดงามจนถึงปัจจุบัน…

Continue Reading

การใช้สัญญาณไฟรถยนต์ที่ควรทราบเอาไว้ เพื่อให้ขับขี่ปลอดภัย

สัญญาณไฟรถยนต์ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อความปลอดภัยบนท้องถน
น แต่สำหรับบางคนอาจจะไม่ค่อยทราบเกี่ยวกับมันลึกซึ้ง
นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีสักเท่าไหร่นัก

การที่เราไม่ทราบการใช้สัญญาณไฟรถยนต์
เป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน
บางคนที่ไม่ให้ความสำคัญกับมันก็เท่ากับว่าได้พาตัวเองไปอยู่ในความเสี่ยงแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้กับตัวเองรวมไปถึงผู้อื่น
ดังนั้นจึงควรที่จะใช้สัญญาณไฟรถยนต์กันให้ถูกต้อง เพื่อให้เรื่องร้ายๆ
มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลง

สำหรับสัญญาณไฟรถยนต์ที่สำคัญๆ ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้เอาไว้
อย่างแรกสุดเลยก็คือเรื่องพื้นฐานอย่างไฟเลี้ยว
บางคนอาจจะมองว่ามันไม่มีความสำคัญอะไร เพราะเมื่อจะหักหัวเลี้ยว
รถรอบข้างก็ย่อมต้องเห็นอยู่แล้ว
แต่อันที่จริงมันจะต้องเปิดไฟเลี้ยวเพื่อแจ้งให้เพื่อนร่วมถนนได้ทราบก่อน
จะได้เตรียมตัวทันในหลายๆ ทาง

การเปิดไฟเลี้ยวที่ถูกต้องนั้นจะต้องเปิดล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 50 เมตร
จากนั้นก็ต้องเช็คถนนรอบข้างเพื่อให้มั่นใจก่อนว่าปลอดภัยดีแล้ว
ถึงจะทำการเลี้ยวไปในทิศทางที่ได้เปิดไฟแจ้งเอาไว้
เพื่อที่จะได้ไม่เกิดอุบัติเหตุที่เราคาดไม่ถึง

สำหรับสัญญาณไฟฉุกเฉิน ถือว่าผู้ขับขี่ชาวไทยมีวิธีใช้ที่ผิดๆ จนเคยชินกันมา
ต้องทราบก่อนว่าสัญญาณไฟฉุกเฉินนั้นถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในกรณีที่รถเสีย
ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้เท่านั้น
การที่ผู้ขับขี่นำมาใช้ขอทางตอนขับผ่านสี่แยกนั้นเป็นเรื่องที่ผิดอย่างมาก
และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ด้วย
เนื่องจากคนจากเลนทางซ้ายอาจคิดว่าเราเลี้ยวซ้าย
จึงขับตรงไปข้างหน้าไปในทิศทางตรงกลางสี่แยกเช่นกัน

นอกจากนี้การใช้สัญญาณไฟฉุกเฉินในยามที่ฝนตกหนัก
เพราะต้องการให้คันหลังๆ มองเห็นก็เป็นความคิดที่ผิดเช่นกัน

สำหรับสัญญาณไฟสูงนั้นจะใช้ในกรณีที่ต้องการแจ้งเตือนเหมือนกับการใช้แตร
โดยมักจะใช้กันในเวลากลางคืน เนื่องจากมองเห็นได้ง่าย
หากว่าใช้ได้อย่างถูกต้องก็จะถือว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมาก
และลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ โดยไม่ควรเปิดค้างนานเกินไป
เพราะจะทำให้รถที่ขับสวนมารู้สึกแสบตา และมองทางไม่เห็น
อาจจะส่งผลเสียแทนเอาได้

ทั้งหมดนี้แหละคือการใช้สัญญาณไฟรถยนต์ที่ถูกต้อง
ถ้าหากว่านำเอาไปปรับใช้กันในยามขับขี่
รับประกันได้เลยว่าโอกาสเกิดอุบัติเหตุนั้นจะน้อยลงอย่างมาก
เป็นเรื่องของความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสังคมที่ถ้าหากว่าผู้ขับขี่ทุกคน
มีก็คงจะเป็นเรื่องดี…

Continue Reading

สายพานกับรถยนต์

รถยนต์ไม่ว่าจะใช้งานหรือจอดทิ้งก็ เสื่อมสภาพลงทุกวันฉะนั้นการบำรุงรักษารถเป็นเรื่องที่สมควรทำอย่างยิ่งเพราะทั้งหมดที่เราดูแล
เป็นเชิงป้องกันไม่ให้รถเสียหรือมีปัญหากลางทางในยามรีบเร่ง
สายพาน คืออุปกรณ์ชิ้นหนึ่งในเครื่องยนต์ มีหน้าที่ในการถ่ายทอดกำลังไปขับเคลื่อนชิ้นส่วนต่างๆ
ซึ่งพลังงานในส่วนนี้จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานอื่นๆ ซึ่งจะมีมู่เล่ย์คอยรับ และถ่ายทอดกำลังที่ได้ไปยังส่วนต่างๆอีกทีหนึ่ง
หากเกิดอาการเสียงดังก็เนื่องมาจาก สายพาน อาจจะหมดอายุ ผ่านการใช้งานมาอย่างหนักหน่วงจน เสื่อมสภาพนั่นเอง
สายพานที่นิยมใช้ในรถยนต์ปัจจุบันส่วนใหญ่ผู้ผลิตจะใช้สายพานสำหรับเครื่องยนต์อยู่ 3ชนิด
1.สายพานแบบร่องตัวV (V-Belts) ส่วนใหญ่ใช้ขนาด 9.5 และ 12.5 ยกตัวอย่างเช่น 12.5 *
1250 หมายถึงสายพานเส้นนี้มีความกว้างของสันสายพานด้านนอก 12.5 มม.และมีความยาวรอบวงนอก 1250 มม.
2.สายพานแบบร่อง V (V-Multi-Ribbed Belts)จะมีลักษณะแบนมีร่อง2-8 ร่อง ตัวอย่างเช่น 6PK
2150หมายถึงสายพานเส้นดังกล่าวมี 6ร่องฟัน และมีความยาวรอบวงนอก 2150 มม.
3.สายพานแบบฟันเฟือง ซึ่งใช้ในสายพานไทม์มิ่ง
วิธีแก้ไขเมื่อมีเสียงสายพานดัง
1. จารบี ทาเข้าไปในส่วนของมู่เล่ย์ เพื่อทำให้จุดเชื่อมต่อต่างๆ หรือส่วนอื่นๆ ทำงานได้ไหลลื่นขึ้น
2. สบู่ วิธีทำก็ง่ายๆ สตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเปิดฝากระโปรงหน้า จากนั้นค่อยๆ นำก้อนสบู่ไปถูกับสายพาน
ปล่อยให้มันสีกันสักครู่จึงค่อยเอาออก เสียงที่ดังต่างๆ ก็จะหายไปเอง
3. ตั้งสายพานใหม่ เพราะบางครั้งสายพานอาจเกิดการหย่อนยาน
และหลังจากตั้งใหม่แล้วควรตรวจเช็กความตึงอีกครั้ง
4. สเปรย์ไล่ความชื้น ใช้ฉีดพ่นไปที่บริเวณสายพาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น
แต่อาจช่วยได้ในระยะสั้นเท่านั้น
ข้อควรจำเกี่ยวกับสายพาน
เทคนิคควรรู้
– หมั่นตรวจสอบความตึง-หย่อน เมือพบว่าสายพานหย่อนให้ปรับตั้งใหม่
– หากพบรอยแตกร้าวให้เปลี่ยนใหม่ทันที
– ตรวจสอบลูกปืนตามจุดต่าง ๆ ทั้งในรอกดันสายพานปั๊มน้ำ -ปั๊มเพาเวอร์-ไดชาร์จ
ว่าเสียหายหรือไม่เพราะหากลูกปืนแตกอาจเป็นต้นตอให้เกิดเสียงดังได้เช่นกัน
– หลาย ท่านอาจเคยจะใช้สเปรย์ไล่ความชื้นฉีดที่สายพาน ในการแก้ปัญหาเสียงดัง
โดยวิธีดังกล่าวอาจช่วยให้เสียงดังเงียบลงได้เพียงระยะสั้น ๆ เท่านั้น
แต่ยังมีอีกวิธีที่ได้ผลดีกว่าคือให้ใช้สบู่ก้อนแช่น้ำพอหมาด ๆ ถูที่บริเวณร่องใต้ท้องสายพานจุดที่สัมผัสกับพู่เล่เสียงจะเงียบลง…

Continue Reading

ความสำคัญของ “น้ำมันเครื่อง” ที่มีต่อรถยนต์

น้ำมันเครื่องที่มีขายกันอยู่ตามท้องตลาดนั้นมีมากมายหลายยี่ห้อ
ไม่ว่าจะเป็น Motul, Mobil-1, PTT, Shell, Eneos, Valoline, HKS ฯลฯ
ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็จะมีเกรดของน้ำมันเครื่องที่แตกต่างกันไป มาดูกันว่า “น้ำมันเครื่อง”
มีประโยชน์ต่อรถท่านอย่างใดบ้าง
ประโยชน์ของน้ำมันเครื่องมีดังนี้
1.ช่วยหล่อลื่นเครื่องยนต์
อันนี้เป็นประโชยน์หลักของน้ำมันเครื่องเลยก็ว่าได้
โดยน้ำมันเครื่องจะไปสร้างชั้นฟิลม์บางๆเคลือบชิ้นส่วนโลหะภายในเครื่องยนต์เพื่อลดการเสียดสีกันในการทำงานของเครื่องยนต์
2.ช่วยลดความร้อนของเครื่องยนต์
โดยเมื่อน้ำมันเครื่องไหลกลับลงสู่อ่างน้ำมันเครื่องก็จะนำพาความร้อนที่สะสมอยู่ภายในเครื่องยนต์ลงไปด้วย
ซึ่งสามารถช่วยลดความร้อนเครื่องยนต์ได้ในระดับนึง
3.ช่วยป้องกันการรั่วของกำลังอัด
โดยตัวน้ำมันเครื่องนั้นจะเป็นแผ่นฟิลม์ที่เคลือบผนังของกระบอกสูบทำให้สามารถป้องกันการรั่วไหลของกำลังอัดที่กระบอกสูบได้
4.ทำหน้าที่ทำความสะอาด
ซึ่งตัวน้ำมันเครื่องนั้นจะชะล้างเศษโลหะที่เกิดจากการเสียดสีกันภายในเครื่องยนต์และนำลงสู่อ่างน้ำมันเครื่องเพื่อป้องกันการอุดตัน
ซึ่งจากประโยชน์ที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่าตัวน้ำมันเครื่องนั้นมีความสำคัญกับเครื่องยนต์อย่างมาก ดังนั้นในการเลือกน้ำมันเครื่องเราต้องดูที่ 3 ส่วนหลักๆนั้นก็คือ
ประเภทของน้ำมันเครื่อง โดยน้ำมันเครื่องนั้นจะแบ่งออกเป็น 3
ประเภทได้แก่
– น้ำมันเครื่องชนิดธรรมดา จะมีระยะเวลาการใช้งานประมาณ 4000กิโลเมตร
– น้ำมันเครื่องชนิดกึ่งสังเคราะห์ จะมีระยะการใช้งานประมาณ 6000กิโลเมตร
– น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100 % จะมีระยะการใช้งานประมาณ 10000กิโลเมตร
เกรดของน้ำมันเครื่อง
โดยน้ำมันเครื่องแต่ละชนิดจะมีเกรดของน้ำมันเครื่อง
ซึ่งจะต้องส่งน้ำมันเครื่องของตนเองนั้นไปทดสอบคุณภาพที่สถาบัน AMERICAN
PETROLEUM INSTITUTE หรือ API โดยจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มได้แก่
– เกรดน้ำมันเครื่องสำหรับสำหรับน้ำมันเบนซิน
โดยเกรดน้ำมันเครื่องประเภทนี้ จะมีตัวอักษร S ตามหลัง API
และจะนำหน้าเกรดของน้ำมันเครื่องนั้นๆ ซึ่งจะเรียงลำดับจากเกรดที่ต่ำสุด-เกรดที่สูงสุด จาก A-Z เช่นน้ำมันเครื่องตัวนี้ได้เกรด L
ตัวอักษรข้างกระป๋องก็จะเขียนว่า API SL เป็นต้น
– เกรดน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล โดยเกรดน้ำมันเครื่องประเภทนี้
จะมีตัวอักษร C ตามหลัง API และจะนำหน้าเกรดของน้ำมันเครื่องนั้นๆ
ซึ่งจะเรียงลำดับจากเกรดที่ต่ำสุด-เกรดที่สูงสุด จาก A-Z เช่นน้ำมันเครื่องตัวนี้ได้
เกรด I ตัวอักษรข้างกระป๋องก็จะเขียนว่า API CI-6 ซึ่งตัวเลข 6
ที่ตามหลังนั้นจะบอกว่าน้ำมันเครื่องชนิดนี้เหมาะกับเครื่องยนต์ 6 สูบ เป็นต้น
แต่จริงๆแล้วนั้นน้ำมันเครื่องนั้นสามารถใช้ได้ทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล
แต่จะมีความเหมาะสมที่แตกต่ากันเช่น
ถ้าน้ำมันเครื่องตัวนี้เหมาะกับเครื่องยนต์เบนซินมากกว่า ตัวอักษรก็จะเป็น API
SL/CI-6 แต่ถ้าน้ำมันเครื่องตัวนี้เหมาะกับเครื่องยนต์ดีเซลมากกว่า
ตัวอักษรก้จะกลายเป็น API CI-6/SL เป็นต้น ความหนืดของน้ำมันเครื่อง
โดยค่าความหนืดของน้ำมันเครื่องนั้นจะถูกทดสอบโดยสถาบัน
สมาคมวิศวกรรมยานยนต์หรือ SAE (SOCIETY OF AUTOMOTIVE
ENGINEERS) โดยค่าความหนืดนั้นจะเป็นตัวเลข 5,10,15,30,40,50 ดังตัวอย่างเช่น
– 5W : หมายถึง
ค่าความหนืดของน้ำมันเครื่องในอุณหภูมิที่ติดลบหรืออุณหภูมิที่เย็นจัด
ซึ่งน้ำมันเครื่องตัวนี้มีค่าความหนืดอยู่ในเกรดที่ 5
– 40 : หมายถึง ค่าความหนืดของน้ำมันเครื่องในอุณหภูมิ 100 องศา
ซึ่งน้ำมันเครื่องตัวนี้มีค่าความหนืดอยู่ในเกรดที่ 40
โดยตัวเลขที่แบ่งเกรดค่าความหนืดนั้น ถ้าตัวเลขยิ่งมาก
ก็แสดงว่าค่าความหนืดของน้ำมันเครื่องตัวนั้นยิ่งสูงตามไปด้วยนั่นเอง
ซึ่งในประเทศไทยการเลือกค่าความหนืดของน้ำมันเครื่องควรดูเฉพาะค่าหลังเป็นสำคัญ
เพราะประเทศไทยไม่มีอากาศที่หนาวเย็นถึงขนาดติดลบจึงไม่จำเป็นต้องกังวลตัวเลขด้านหน้าเท่าใดนัก
ซึ่งปกติแล้วการเลือกน้ำมันเครื่องของรถแต่ละคันนั้นให้อิงตามคู่มือที่ติดมากับตัวรถโดยค่าปกตินั้นจะอยู่ที่ 40
ในค่าความหนืดตัวหลังแต่ถ้าเกิดเมื่อใช้รถยนต์หนักและเครื่องยนต์มีอายุมากและกินน้ำมันเครื่อง
ควรมีการปรับเบอร์ขึ้นไปเป็นเบอร์ 50 เพื่อป้องกันการรั่วของกำลังอัด
แต่ถ้ารถยนต์อยู่ในสภาพปกติและอากาศไม่ร้อนมาก
ควรเลือกน้ำมันเครื่องที่มีความหนืดน้อยๆเพื่อที่ตัวน้ำมันเครื่องจะได้สามารถไหลผ่านไปได้ง่าย
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเลือกน้ำมันเครื่องที่มีความหนืดน้อยเกินไป
ซึ่งนั่นจะส่งผลให้ไม่มีฟิลม์ไปเคลือบชิ้นส่วนโลหะภายใน
ทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็วกว่าที่ควรนั่นเอง…

Continue Reading