เช็คให้ชัวร์ ก่อนเลือกซื้อรถมือสองให้ได้รถสภาพใหม่ และราคาเหมาะสม

 

การเช็ครถมือสองให้ชัวร์ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อรถนั้น จะต้องมีการเช็ครถให้ชัวร์ก่อนที่จะทำการตกลงซื้อขายกัน ซึ่งจะต้องเลือกอย่างไรดี ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย

1.จะต้องดูปีของรถยนต์ด้วย

ซึ่งจะต้องดูด้วยว่า รถยนต์มือสองที่คุณต้องการซื้อนั้น เป็นปีไหน มีอายุการใช้งานมามากหรือน้อยเพียงใดบ้าง ซึ่งจะต้องดูด้วยว่า สภาพของรถนั้นใหม่หรือไม่

2.ดูภาพรวมของเครื่องยนต์

เครื่องยนต์ของรถยนต์มือสองนั้น จะต้องเลือกและตรวจดูสภาพรถ รวมถึงเครื่องยนต์ด้วยว่า มีการยกเครื่องเปลี่ยนใหม่ หรือไม่ หรือจะเป็นเครื่องยนต์แบบเดิมที่มากับตัวรถตั้งแต่แรก มีการซ่อมเยอะไหม   ซึ่งจะต้องใช้ประสบการณ์ในการดูรถสักนิดนึงด้วย

3.ดูรายละเอียดภายในและภายนอกตัวรถ

ซึ่งในการเลือกรถยนต์มือสองนั้น  จะต้องเลือกและดูรายละเอียดทั้งภายในและภายนอก รวมถึงจะต้องศึกษาว่า รถยนต์มือสองแต่ละรุ่นนั้นได้มีรายละเอียดหรือตำหนิ ทั้งภายนอกและภายในอย่างไรบ้าง  เพื่อนำมาเปรียบเทียบกันกับรุ่นที่คุณต้องการซื้อนั่นเอง พร้อมทั้งยังต้องศึกษารายละเอียดของรุ่นและปีของรถด้วยว่า เป็นรุ่นอะไรและปีไหนกันแน่ ซึ่งรถแต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่นก็มีจุดสังเกตไม่เหมือนกัน นอกจากนี้จะต้องดูรายละเอียดอย่างอื่นเพิมเติมด้วย  เช่นระบบไฟฟ้า และระบบต่าง ๆ ภายในรถยนต์

4.มีประกันหรือไม่

จะต้องมีการตรวจสอบด้วยว่า มีการประกันหรือไม่ ซึ่งหากว่าเป็นรถยนต์ที่มีประกันมาด้วย จะดีมาก

5.รถยนต์มือสองสภาพเดิม

สำหรับรถยนต์มือสองที่ไม่ได้มีการดัดแปลงอะไรเลย นั้นเป็นรถยนต์มือสองที่ดีที่สุด เนื่องจากว่าการดัดแปลงสภาพนั้น อาจจะไม่ได้ดีแบบรถยนต์แบบเดิม และนอกจากนี้รถยนต์มือสองนั้น จะต้องเลือกอย่างพิจารณา และสังเกตให้ดีก่อน  เกมคาสิโน

และก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์มือสองนั้น จะต้องเลือกอย่างใส่ใจในรายละเอียด ค่อย ๆ ดู ค่อย ๆ ตัดสินใจ เพื่อให้คุณได้เลือกรถอย่างดีที่สุด นั่นเอง  อีกทั้งในเรื่องของการประกันรถยนต์ที่ยังไม่ถึง 10ปี ก็สามารถซื้อประกันชั้น 1 ได้ หากว่ารถยนต์ที่มีอายุใช้งานมากกว่า 10-15 ปีสามารถซื้อประกันรถยนต์ชั้น 2 หรือ 3 ส่วนรถยนต์มือสองที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 15 ปี สามารถลือกซื้อประกันภัยชั้น 3 ซึ่งจะมีความเหมะสมกว่า ด้วยราคา     เป็นอย่างไรกันบ้างกับเทคนิคการเลือกรถยนต์มือสอง เพื่อให้คุณเลือกรถยนต์มือสองที่มีสภาพดี และยังเป็นรถยนต์มือสองที่มีความเหมาสมในเรื่องของสภาพ และระบบทั้งภายในและภายนอก อีกทั้งยังเป็นรถยนต์มือสองที่มีความเหมาะสมในเรื่องของราคาอีกด้วย

 

Continue Reading

เมื่อไหร่ที่คุณควรเปลี่ยนผ้าเบรก

ระบบเบรคคือส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนทุกรูปแบบของผู้ใช้รถ
การทำงานที่สมบูรณ์แบบของระบบเบรคที่สามารถตอบสนองอย่างรวดเร็วและแม่นยำต่อความต้องการของผู้ขับขี่
ไม่ว่าชะลอหรือหยุดรถกระทันหัน โดยเฉพาะกับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง
เพื่อป้องกันหรือลดอุบัติเหตุจากการเฉี่ยวชนที่ก่อให้เกิดอันตรายให้เหลือน้อยที่สุด
ระบบเบรกรถยนต์ในปัจจุบันเป็นแบบไฮโดรลิก แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
1. ดรัมเบรก (Drum Brake)
ดรัมเบรกจะติดตั้งแน่นกับลูกล้อ
เบรกจะทำงานเมื่อมีการถ่างก้ามเบรกให้เสียดสีกับตัวเบรกซึ่งครัมเบรกจะทำให้ล้อหยุด
ดรัมเบรกใช้มากในรถบรรทุก ทั้งขนาดใหญ่และเล็ก รวมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลบางรุ่น
รถบางรุ่นอาจใช้ระบบนี้เฉพาะล้อหลัง
ข้อดี มีความสามารถในการหยุดรถได้เร็ว เพราะก้ามเบรกและดรัมเบรกถูกยึดติดกับดุมล้อ เมื่อเหยียบเบรก
คนขับใช้แรงกดดันเบรกน้อย รถบางรุ่นไม่จำเป็นต้องใช้หม้อลมเบรกช่วยในการเบรก
ข้อเสีย ความร้อนที่เกิดจากการเสียดสี ระหว่างผ้าเบรกในดรัมเบรกนั้น ไม่สามารถถ่ายเทความร้อนได้ดี
บางครั้งทำให้ผ้า เบรกมีอุณหภูมิสูง มากมีผลทำให้ประสิทธิภาพการเบรกลดลง
2. ดิสก์เบรก (Disc Brake)
เป็นระบบเบรกระบบใหม่ที่นิยมกันมาก เบรกจะทำงานโดยดันผ้าเบรกให้สัมผัสกับจานเบรกเพื่อให้รถหยุด
รถยนต์บางรุ่นใช้ดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ บางรุ่นใช้เฉพาะล้อหน้า
ข้อดี ลดอาการเฟด (เบรกหาย) เนื่องจากอากาศถ่ายเทความร้อนได้ดีกว่าดรัมเบรก
นอกจากนั้นเมื่อเบรกเปียกน้ำผ้าเบรก จะสลัดน้ำออกจาก ระบบได้ดี ในขณะที่ดรัมเบรกน้ำจะขังอยู่ภายใน
และใช้เวลาถ่ายเทค่อนข้างช้า
ข้อเสีย ไม่มีระบบ Servo action หรือ multiplying action เหมือนกับดรัมเบรก ผู้ขับจึงต้องออกแรงมากกว่า
จึงต้องใช้ระบบเพิ่มกำลัง
เพื่อเป็นการผ่อนแรงขณะเหยียบเบรกทำให้ระบบดิสเบรกมีราคาค่อนข้างแพงกว่าดรัมเบรก
ควรเปลี่ยนผ้าเบรกเมื่อไหร่
-เปลี่ยนผ้าเบรกเมื่อผ้าเบรกมีความหนาน้อยกว่า 4 มม. และก้ามเบรกมีผ้าเบรกน้อยกว่า 1 มม.
หรือผ้าเบรกเหลือน้อย กว่า 30%
-เปลี่ยนผ้าเบรกเมื่อมีคราบน้ำมันหรือจารบีมากผิดปกติ
-เปลี่ยนผ้าเบรกทันทีที่เห็นรอยร้าวบนดิสก์เบรกหรือก้ามเบรก
-เปลี่ยนผ้าเบรกทุก ๆ 25,000 กม.
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะการขับและการใช้เบรกหากบรรทุกของหนักและขับรถด้วยความ
เร็วสูงอายุผ้าเบรกอาจจะสั้นกว่า หากเป็นผ้าเบรกที่มีส่วนผสมของโลหะสูง
อายุของผ้าเบรกจะยาวกว่าผ้าเบรกเกรดที่มีส่วน ผสมของโลหะต่ำหรือผ้าเบรกเกรดโรงงานผลิตรถยนต์ OEM
-หากเบรกแล้วมีเสียง คล้ายเหล็กครูด เสียดสีกันอาจเกิดจากคลิปผ้าเบรกครูดกับจานเบรก
เป็นสัญญาณเตือนว่าควร เปลี่ยนผ้าเบรกได้ ทั้งนี้สีงผิดปกตินี้อาจจะไม่ได้เกิดจากผ้าเบรกหมดเสมอไป
จึงควรให้ช่างตรวจดูความผิดปกติอื่น ๆ ประกอบด้วย…

Continue Reading

การพักผ่อนให้เพียงพอก่อนจะขับรถ

ถ้าพูดถึงเรื่องการขับขี่ยานพาหนะให้ปลอดภัย
นั้นต้องเริ่มจากตัวของผู้ขับขี่เองเสียก่อน
ซึ่งการนอนการนอนให้เพียงพอเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพที่ดี
เหมือนกับการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
และการออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มักจะถูกมองข้ามเสมอ
จนทำให้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดอยู่บ่อยครั้ง
ซึ่งได้มีการทดลองออกมากับสัตว์
โดยที่บังคับไม่ให้สัตว์ได้นอนติดต่อกันนานๆ ถึงแม้เราจะให้น้ำ
อาหารพอเพียง สัตว์ทดลองจะเสียชีวิตในที่สุด
แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการนอนหลับต่อการดำรงชีวิต
การนอนให้พอเพียงมีความจำเป็นต่อความเป็นอยู่และการดำรงชีวิตของ
ประชาชนคนไทย
การนอนให้เพียงพอขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการนอนหลับ
คนส่วนใหญ่ต้องนอนประมาณ 7-8 ชั่วโมง
โดยถือว่าเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว
แต่ทว่าชีวิตจริงสำหรับคนส่วนใหญ่ น้อยมากที่จะทำได้
เนื่องจากมีภาระหน้าที่ต่างๆ
ซึ่งการขับรถที่ดีให้ปลอดภัยนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณภาพของการนอนหลับ
เช่น นอนหลับลึกขนาดไหน มีปัจจัยบางอย่างมา
รบกวนการนอนหลับหรือไม่ เช่น การหยุดหายใจขณะหลับบ่อยครั้ง
จะทำให้คุณภาพของการนอนหลับไม่ดี เวลาตื่นขึ้นมาจะยังง่วงอยู่
ปัจจุบันคนไทยมีการกินอยู่ที่ดีขึ้นพบคนอ้วนมากขึ้น
คนอ้วนจะมีปัญหาการหยุดหายใจขณะหลับมากกว่าคนผอม
คนอ้วนจะมีปัญหาง่วงง่าย หลับง่ายในที่ทำงานหรือเวลาขับรถ
นั่นก็มาจากสาเหตุที่ไม่ดูแลตัวเอง
แต่จะว่าไปสังคมไทยในปัจจุบันนั้นไม่ดีสักเท่าไหร่
โดยเฉพาะกับคนส่วนใหญ่ ในเมืองหลวงที่นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ

บางคนด้วยความจำเป็นทางการหาเลี้ยงชีพต้องทำงานวันละ 15-16
ชั่วโมง บางคนทำงานหนักตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์
วันหยุดแทนที่จะนอนพักผ่อนให้เพียงพอ
และเมื่ออดนอนติดต่อกันหลาย ๆ วัน การอดนอนจะสะสมไปเรื่อย
ๆ สมองจะเรียกร้องให้ชดใช้เวลาการนอนคืนเมื่อมีโอกาส
ไม่แปลกเลยที่เรามักจะเห็นคนทุกวัย เมื่อถึงวันหยุดจริงๆ
พวกเขาจะนอนแบบเอาเป็นเอาตาย
เนื่องจากร่างกายต้องชดใช้หนี้ที่ติดไว้
เนื่องจากการอดนอนในวันธรรมดา

ถ้าไม่นอนเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยเวลาที่นอนน้อยไปคนที่อดนอนจะรู้สึกง่วง
และบางครั้งจะงีบหลับโดยที่ไม่สามารถควบคุมตัวเอง
เช่นเดียวกับการขับขี่ยานพาหนะ ที่เราจะเห็นกันอยู่บ่อยๆ
ว่าอุบัติเหตุนั้นเกิดจากการหลับซะเป็นส่วนใหญ่
อาจจะรองลงมาจากกรณีของเมาแล้วขับ
เพราะฉะนั้นการขับรถให้ปลอดภัยคนขับต้องตื่นตัวตลอดเวลา
เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นทุกขณะ
ต้องไม่ง่วงเหงาหาวนอน
ความง่วงมีผลต่อสมรรถภาพในการขับรถเหมือนกับการเมา
ทำให้ประสาทสัมผัสทุกอย่างช้าลง สมองตื้อ
การสั่งการของสมองไปยังกล้ามเนื้อช้าลง
เมื่อคับขันจึงอาจแตะเบรกได้ช้ากว่าปกติ
หรือหักรถหลบหลีกได้ช้ากว่าปกติ
ถ้าหากหลับในเกิดขึ้นคนขับจะไม่สามารถควบคุมการขับรถได้เลย
ก็อาจะรุนแรงถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิต
เพราะฉะนั้นการนอนให้เพียงพอจึงเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการขับรถ…

Continue Reading

อยากแต่งรถ เริ่มต้นอย่างไรดี

สำหรับผู้ชายที่มีรถยนต์เป็นของตัวเอง
เชื่อเลยว่าร้อยทั้งร้อยย่อมมีความคิดอยากแต่งรถให้ดูสวยดูเท่
แต่บางครั้งการแต่งรถก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแต่งมากไปก้ดูเกิน
แต่งน้อยไปก็ดูเขินๆ และอาจเสี่ยงต่อการผิดกฎหมายด้วย
แต่บทความนี้จะทำให้ปัญหาและความเครียดของท่านผู้อ่านเปลี่ยนไป เพราะเรามีแนวทางดีๆ
มาแนะนำสำหรับผู้ชายมือใหม่ที่กำลังต้องการแต่งรถยนต์คู่ใจให้ดู
สวยดูเท่ เชิญทัศนาไปพร้อมกันได้ตั้งแต่บรรทัดถัดไปเลยขอรับ
เริ่มต้นจาก แม็กและยางชุดใหม่
ที่เป็นส่วนแรกที่ผู้ต้องการแต่งรถยนต์จะเริ่มต้นแต่งหล่อแต่งสวยให้ลูกชาย และถือเป็นส่วนที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมาก
เพราะมีผลอย่างมากต่อการขับขี่ หากเลือกไม่ดี เลือกแบบมั่วซั้วอาจทำให้เกิดอันตรายได้
นั่นก็เพราะ ล้อแม็กใหม่ ที่มีขนาดวงล้อใหญ่มากขึ้น
มักจะมีหน้ากว้างมากขึ้น ซึ่งทำให้ยางชุดใหม่ที่สวมใส่เข้ามานั้นตอบโจทย์ดีขึ้นอย่างชัดเจน
รถบางรุ่นสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องสมรรถนะการซับแรงกระแทกได้ดีทันทีที่เปลี่ยนล้อและยางใหม่
ขยับมาที่ ชุดแต่ง หรือ Body Kit เป็นของที่มีประโยชน์มากๆนอกจากความสวยงาม
เพราะมีประโยชน์มากในเรื่องการให้ความลู่ลมมากขึ้นหลายชุดแต่งนั้นมีผลทำให้สมรรถนะในการรีดลมที่ดีขึ้น
และช่วยอาการแกว่งของรถในความเร็วสูงได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของสปอร์ยเลอร์หลัง
หากรถคุณไม่มีมาให้จากโรงงานตัวนี้จะเป็นผู้ช่วยที่ดีมากในยามที่คุณขับด้วยความเร็วสูง
ซึ่งมันเป็นส่วนหนึ่งของชุดแต่งแต่พวกสปอร์ยเลอร์ทรงซิ่งนั้นต้องพิจารณาให้ดี
เพราะหากขับไม่เร็วพอ อาจเป็นได้แค่เครื่องถ่วงเวลาท่อแต่ง เป็นอีกส่วนที่จะทำตัวให้รถยนต์ของคุณดูซ่ามากขึ้น
อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขวัญกำลังใจในการขับขี่แม้ในความเป็นจริงแล้วการเปลี่ยนท่อในไม่ได้มีผลช่วยให้สมรรถ
นะของรถดีขึ้นแต่อย่างใดไม่ว่าปลายท่อแต่งจะให้เสียงที่สะใจมากแค่ไหนก็ตาม
กระนั้นถ้ามองในแง่การระบายไอเสียมันก็พอจะช่วยได้เล็กน้อย แต่ถ้าจะเอาแบบเห็นน้ำเห็นเนื้อ
ต้องเลือกท่อซิ่งแบบที่ยกมาทั้งเซ็ต ตั้งแต่เครื่องยนต์ที่ทำมาตั้งแต่เฮดเดอร์ ไปจนถึงปลายท่อ แลกกับเสียงที่ดังลั่นซอย
ค้ำโช๊ค อีกหนึ่งของแต่งที่หลายคนมักมองเมื่อเริ่มต้นเพราะได้ยินว่าใส่แล้วดี เกาะถนน ซึ่งก็ช่วยได้จริงๆ แม้หน้าที่จริงๆ
จะเพื่อให้เกิดการส่งแรงระหว่างชุดโช๊คและสปริงทางด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่งก็ตาม
X Barหลายคนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับประโยชน์ของมัน
เพราะเป็นการประยุกต์ชุดค้ำโช๊คหลังให้มีความสวยงามและกระจายแรงกระแทกไปสู่ตัวถังทางด้านหลัง
ช่วยให้เข้าโค้งได้ง่ายขึ้น มักนิยมในหมู่คนขับเคลื่อนล้อหน้าปิดท้ายที่ วัดเกจจ์เป็นของที่มีประโยชน์อย่างมากสำหรับรถยนต์บางรุ่น
เพราะบางครั้งค่ายรถยนต์ลดค่าใช้จ่ายไม่ติดที่วัดบางอย่างมาให้ใช้ แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าคุณติดมากไป
มันก็จะกลายเป็นสิ่งที่ชวนคุณลำบากทันที…

Continue Reading

ย้อนรอยที่มีรถ ชอปเปอร์

ชอปเปอร์ คือรถจักรยานยนต์ประเภทหนึ่ง มาจากการดัดแปลงรถจักรยานยนต์แบบดั้งเดิม (chop แปลว่า สับ)หรือสร้างขึ้นมาใหม่ มีออกแบบให้ยาวกว่าปกติ
โดยการปรับมุมส่วนของคอบังคับเลี้ยวให้สามารถใส่ตะเกียบที่ยาวขึ้น ข้อสังเกตอีกประการคือ
ไม่มีระบบกันกระเทือนที่ล้อหลัง จึงให้ความรู้สึกถึงสภาพผิวถนนขณะขับขี่ และสร้างความท้าทายให้ผู้ขับขี่
ก่อนจะมีชอปเปอร์ เคยมีบอบเบอร์(อังกฤษ: bobber) ซึ่งแปลว่ารถจักรยานยนต์ที่ถูกตัดหรือนำชึ้นส่วนต่างๆ
ออกเพื่อลดน้ำหนักตัวรถ โดยเฉพาะบังโคลน ตัวอย่างรถบอบเบอร์ในยุคแรกๆ ได้แก่ อินเดียน สปอร์ต สเกาต์ ปี ค.ศ.1940
ซึ่งมีบังโคลนขนาดใหญ่ และชิ้นส่วนตกแต่งอื่นๆที่มีน้ำหนักมาก ซึ่งรถชอปเปอร์ก็ได้เติบโตมาในระหว่างนี้
โดยการเอาชิ้นส่วนตกแต่งออก และลดน้ำหนักตัวรถ
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เหล่าทหารอเมริกันที่กลับจากสงคราม ได้ดัดแปลงรถโดยถอดชิ้นส่วนที่ ใหญ่ หนัก
น่าเกลียด และไม่จำเป็นต่อกลไกการทำงานพื้นฐานของรถจักรยานยนต์ เช่นบังโคลนหน้า ไฟเลี้ยว
หรือแม้แต่ห้ามล้อหน้า สปริงขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้อานก็ถูกนำออกไปเพื่อให้อานชิดกับตัวถังมากขึ้น
พักเท้าแบบดั้งเดิมถูกแทนที่ด้วยแผ่นวางเท้าขนาดใหญ่ หล้อหน้าและถังน้ำมันขนาดใหญ่ถูกเปลี่ยนให้เล็กลง
รถชอปเปอร์หลายคันถูกทำให้มีสีดำ หรือสีโลหะ (อังกฤษ: metallic)
ขณะที่ชิ้นส่วนเครื่องยนต์และท่อไอเสียได้รับการปัดเงาให้แวววาว มือจับถูกเปลี่ยนให้สูงขึ้น
หรือเปลี่ยนให้ลู่ไปข้างหลังและชิดกัน ขึ้นอยู่กับรสนิยมของเจ้าของ ปลายท่อไอเสียถูกออกแบบใหม่
บางครั้งเบาะนั่งตำแหน่งของผู้โดยสารก็จะมีพนักที่สูงกว่าหัวของผู้ขับขี่
Chopper เป็นแสลงเรียก มอเตอร์ไซด์ที่ผ่านการตัดต่อตบแตงตามใจเจ้าของเพื่อความสวยงาม
ส่วนมากจะออกแนวหน้ายาว เบาะต่ำ แฮนด์โหน ล้อหลังใหญ่ วาดลวดลายต่างๆลงบนตัวถัง
Cruiser เป็นแบบของมอเตอร์ไซค์ตามแบบอเมริกัน เน้นแฮนด์กว้าง เบาะต่ำ
พักขายื่นออกไปด้านหน้าเล็กน้อยบรรทุกสัมภาระได้เล็กๆน้อยๆ
Touring ออกแบบสำหรับเดินทางไกลท่องเที่ยวโดยเฉเพาะ นั่งสบาย อุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพียบ
ขนสัมภาระไปได้มาก ถังใหญ่จุน้ำมันเยอะ มีกระจกกันลมมาจากโรงงานเรียบร้อย…

Continue Reading

รู้จัก Aston Martin DP215 รถอังกฤษแพงที่สุดในโลก

Aston Martinเป็นชื่อบริษัทผลิตรถยนต์สปอร์ตหรูของสหราชอาณาจักร
ที่มีฐานการผลิตอยู่ที่เมืองเกย์ดอน ในอังกฤษ ก่อตั้งตั้งแต่ พ.ศ.2537 เป็นส่วนหนึ่งของ Premier Automotive Group
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มกิจการของ Ford Motorกระทั่งเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2550 Ford Motor
ได้ขายหุ้น Aston Martin ให้กับกลุ่มนักลงทุน Investment Darและ Adeem Investment จากคูเวต รวมถึง เดวิด ริชาร์ดส์
ผู้บริหารของโปรไดรฟ์ และ จอห์น ซินเดอร์ส นักลงทุนชาวอังกฤษ รวมเป็นเงิน 479 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 848 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ซึ่งแม้ว่า Aston Martin จะเปลี่ยนมือผู้ครอบครองไป แต่Ford ก็ยังถือครองหุ้นส่วนหนึ่งของแบรนด์ยี่ห้อนี้อยู่
นั่นทำให้ชาวโลกจะยังคงได้เห็นรถยนต์จากค่าย Aston Martin ออกมาโลดแล่นอย่างต่อเนื่อง สมฐานะยานพาหนะคู่กายของ เจมส์ บอนด์
อย่างไรก็ตามวันนี้เราไม่ได้มากล่าวถึงรถยนต์รุ่นใหม่ของค่าย Aston Martin
เพราะเรากำลังจะย้อนเวลากลับไปพูดถึงรถยนต์รุ่นเก่าอย่างAston Martin DP215 ที่กำลังจะกลายเป็นรถยนต์สัญชาติอังกฤษ ที่แพงที่สุดในโลก
Aston Martin DP215 รถสปอร์ตสุดคลาสสิกรุ่นนี้ถูกเรียกว่ารถต้นแบบ
ที่มาพร้อมกับเวอร์ชั่นการแข่งขันแบบสุดยอดในยุคนั้น โดยมันได้ลงชิงชัยในการแข่งขันสุดคลาสสิกของโลกยานยนต์อย่างรายการ Le Mans ที่ประเทศฝรั่งเศสด้วย
โดย 24 Hours of Le Mansคือรายการแข่งขันรถยนต์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยการแข่งขันนั้นจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ ค.ศ. 1923 ที่เมือง
Le Mans ประเทศฝรั่งเศส และจะแข่งขันต่อเนื่องเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ระยะทางกว่า 5,000 กิโลเมตร
แถมผู้ที่จะเข้าร่วมแข่ง 24 Hours of Le Mansยังต้องอยู่ภายใต้กฏที่ว่านักขับแต่ละคนห้ามขับรถติดต่อกันเกิน 6ชั่วโมง
และนักแข่งหนึ่งคนต้องขับรถไม่เกิน 14 ชั่วโมง จากเวลา24 ชั่วโมงของการแข่งขัน (ทุกทีมจะใช้นักแข่งทั้งหมด 3 คนสลับกันขับรถ 3 คัน)
นั่นหมายความว่ารถยนต์ที่จะใช้แข่งใน 24 Hours of Le Mans ต้องเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะที่สูงมาก
รวมถึงขุมกำลังที่ขับเคลื่อนตัวรถก็ต้องทรงพลังมากเช่นกัน และAston Martin DP215 คือหนึ่งในนั้น
ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่ขับขี่ Aston Martin DP215 ในการแข่งขัน24 Hours of Le Mans เมื่อปี 1963 คือทีม David Brown
Racing Dept. ที่เคยคว้าแชมป์ แข่ง 24 Hours of Le Mansด้วยรถ Aston Martin DBR1 เมื่อปี 1959
น่าเสียดายที่ Aston Martin DP215 ของ David Brown Racing Dept. ไม่ได้เข้าเส้นชัยในการแข่งขัน แข่ง 24 Hours of Le Mans
เพราะติดเรื่องของเครื่องยนต์และระบบเกียร์ที่มีปัญหาเล็กน้อยกระนั้นวันนี้ที่เวลาล่วงเลยผ่านมา 55 ปี ใครจะรู้ว่า Aston Martin DP215
คนนั้นยังคงมีชีวิตอยู่ด้วยเครื่องยนต์แบบเดิมและตัวถังแบบเดิมนั้นแต่ได้รับการตกแต่งใหม่จากทีมงาน RM Sotheby
ในคอเล็กชั่นเดียวกันกับรถแบบ Ferrari 250 GTO และ Ford GT40 ที่เคยเอาชนะการแข่งขันรายการ 24 Hours of Le Mans
แต่สิ่งที่เรากำลังจะบอกไม่ใช่การกลับมาเกิดใหม่ของรถยนต์สุดคลาสสิคอย่าง Aston Martin DP215
หากแต่เป็นราคาประมูลของรถยนต์รุ่นนี้ที่คาดว่าจะทำเงินได้อย่างน้อย 22,550,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ มากกว่าเจ้าของสถิติเดิมAston Martin DBR1 1956 เสียอีก…

Continue Reading

“ช่วงล่าง” รถยนต์ มีวิธีดูแลรักษาอย่างไร

ช่วงล่างรถยนต์ถือว่าเป็นส่วนประกอบของรถยนต์มีหน้าที่หลักคือรองรับน้ำหนักการบรรทุกต่างๆ
รวมถึงเป็นตัวขับเคลื่อนในหลายๆอุปกรณ์ให้รถยนต์สามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้อย่างเป็นปกติ
แต่ที่จริงแล้วการบำรุงรักษาช่วงล่างจัดเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในการดูแลรถยนต์
ดังนั้นผู้ที่มีรถทุกคนจึงจำเป็นต้องค่อนข้างใส่ใจให้มากกับช่วงล่างของรถยนต์ของท่าน
เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นและอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดด้วย

การบำรุงดูแลรักษาช่วงล่าง
1.การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรก
น้ำมันเบรกจะมีคุณสมบัติดูดความชื้นจากอากาศเมื่อเกิดการรวมตัวจะทำให้จุดเดือดลดลง
เมื่อเจอความร้อนจะทำให้เป็นฟองอากาศในระบบเบรกทำให้เบรกเกิดการยืดหยุ่น
ประสิทธิภาพก็ย่อมลดลง
เกิดการกัดกร่อนที่กระบอกแม่ปั๊มเบรกกับกระบอกเบรกที่ล้ออาจทำให้น้ำมันเบรกรั่วออกมาได้

2.ระบบรองหน้าและหลัง
ส่วนประกอบหลักของระบบรองหน้าและหลังจะประกอบไปด้วยสปริง
โช๊คอัปซอร์บเบอร์และปีกนก
จะทำหน้าที่ในการรักษาสมดุลด้านการบังคับเลี้ยวและกั้นอาการที่เกิดจากการสั่นสะเทือน
จากผิวถนนไปยังตัวถังรถหากว่าในส่วนตรงนี้เสียหายจะทำให้เกิดปัญหาตามมามากมายต่อผู้ขับขี่รถ
ทางที่ดีก็อย่าลืมให้ช่างตรวจสอบเสมอเวลาเช็คระยะ

3.บำรุงรักษาเรื่องของระบบเลี้ยว กระปุกเกียร์พวงมาลัย ก้านต่อพวงมาลัย
รวมถึงตัวพวงมาลัยเองคือส่วนประกอบทั้งหมดของระบบเลี้ยว
ตัวลูกหมากก้านต่อบังคับเลี้ยวเป็นจุดสำคัญในระบบที่เป็นตัวเชื่อมต่อเพื่อให้พวงมาลัย
สามารถหมุนล้อไปได้ด้วยความคล่องตัว สอดคล้องถึงกัน
การที่ลูกหมากก้านต่อถูกใช้งานมาเป็นเวลานานหากขาดการดูแลรักษาที่ดีการบัง
คับเลี้ยวก็จะเกิดความไม่มั่นคงขึ้น
ในกรณีเดียวกันหากว่าน้ำมันในกระปุกเกียร์พวงมาลัยมีการรั่วไหล
ก็ทำให้การควบคุมการเลี้ยวยากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

4.อัดจารบีบูชปีกนก ลูกหมาก สลักหูแหนบ กับโตงเตง
ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการทำให้ล้อเคลื่อนที่ขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอขณะที่รถเจอกับสภาพพื้นผิวที่แตกต่างกันออกไป
ทำให้ลูกหมากกับบูชเกิดการสึกกร่อนได้ที่สำคัญอาจทำให้เสียการทรงตัวเมื่อทิ้งเอาไว้นานๆ
จึงจำเป็นต้องอัดจารบีเข้าไปอยู่เสมอ

5.การดูแลรักษาช่วงล่างสำหรับคนที่อาจไม่ได้มีความรู้หรือไม่ได้มีประสบการณ์
ส่วนใหญ่เมื่อถึงกำหนดเช็คระยะตรวจสภาพรถช่างที่เป็นคนทำการตรวจก็
จะมีการตรวจสอบช่วงล่างให้ตามปกติอยู่แล้ว
แต่ถ้าหากรู้สึกว่าเวลาขับรถไปแล้วรถมีอาการแปลกก็ควรที่จะรีบหาร้านหรือช่างที่
พอจะช่วยเหลือได้ให้ตรวจสอบให้ดีกว่าจะปล่อยทิ้งไว้นานๆ
สุดท้ายก็เกิดความเสียหายและอาจทำให้ถึงกับชีวิตได้ด้วยเหมือนกัน…

Continue Reading

ขับรถทางไกลต้องจำกันไว้ให้ดี กับสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เดินทางปลอดภัย

สำหรับคนที่ขับรถยนต์ทุกคน

เชื่อว่าส่วนใหญ่คงมีโอกาสต้องขับเดินทางไกลกันบ้าง
แต่จะขับอย่างไรให้ปลอดภัย มาดูสิ่งที่ควรจำกันเลย

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการขับรถในการใช้ชีวิตในเมืองทั่วไปกับการขั
บรถทางไกลนั้นมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก
การขับในเมืองนั้นแม้ว่าการจราจรอาจจะติด แต่เราก็ไม่ได้ขับในระยะทางไกลๆ
ขณะที่การขับทางไกล แม้สภาพการจราจรอาจไม่ใช่ปัญหา
แต่มันก็หลายเรื่องที่คนขับต้องระวัง ไม่อย่างนั้นแล้วอาจเกิดอุบัติเหตุ
หรือเหตุไม่พึงประสงค์ได้เช่นกัน

ก่อนอื่นเลยคือผู้ขับจะต้องมีความพร้อมก่อนออกเดินทาง
ในคืนก่อนเดินทางไกลนั้น การพักผ่อนเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ
ผู้ขับจำเป็นต้องหลับให้เพียงพอ โดยจะให้ดีที่สุดก็ควรนอนหลับให้ได้ 6-8 ชั่วโมง
เมื่อขับระยะทางไกลๆ แล้วจะไม่ได้ไม่มีอาการง่วงเหงาหาวนอน
ซึ่งเป็นต้นเหตุที่อาจทำให้ผู้ขับหลับในได้

บางทีการเปิดเพลงที่ชอบระหว่างขับรถก็มีส่วนช่วยให้ผู้ขับอารมณ์ดี, ไม่เครียด
และลดโอกาสที่จะง่วง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูด้วยว่าผู้โดยสารยินดีที่จะฟังเพลงที่ผู้ขับเปิดหรือไม่
ควรคุยกันให้ดีๆ ก่อน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดเป็นความรำคาญต่อกันได้

เรื่องของการดื่มก็มีความสำคัญเช่นกัน แม้ว่าจะนอนหลับมาอย่างเพียงพอแล้ว
แต่ถ้าหากว่าผู้ขับดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิดที่มีฤทธิ์ส่งผลต่อระบบประสาท
จะทำให้ประสิทธิภาพในการขับขี่ลดน้อยลง
สวนทางกับโอกาสเกิดอุบัติเหตุที่จะพุ่งสูงขึ้นเป็นอย่างมาก

อาการเมื่อยล้าเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
ถ้าหากว่าต้องขับรถระยะทางไกลๆ

แต่มันก็สามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ด้วยการนั่งขับในท่าที่ถูกต้อง
ผู้ขับควรต้องปรับเบาะพนักพิงให้ตัวเองนั่งแล้วรู้สึกสบายที่สุด
ขณะเดียวกันเมื่อขับไปสักระยะ ทุกๆ 2 ชั่วโมงก็หาที่จอดพักเบรคบ้างก็ได้
ไปล้างหน้าหาน้ำดื่มเพื่อคืนความสดชื่นให้ร่างกาย
ทั้งนี้ก็เพื่อที่การเดินทางจะได้เป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด

สุดท้ายถ้าหากว่ามีคนช่วยขับ
คอยผลัดเปลี่ยนกันเมื่อขับทางไกลไปสักระยะก็จะเป็นเรื่องดีที่สุด
ซึ่งคนช่วยขับก็จำเป็นต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้ มีความชำนาญพอสมควร
แต่ถ้าหาคนช่วยขับไม่ได้จริงๆ ก็ไม่เป็นไร
ลองทำตามสิ่งที่ได้แนะนำเอาไว้ด้านบนก็แล้วกัน

สำหรับใครที่เตรียมจะออกเดินทางไกล
ต้องขับรถกันหลายชั่วโมงก็ขอให้นำเอาสิ่งสำคัญเหล่านี้ไปปฏิบัติ
เพื่อที่จะได้ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ…

Continue Reading

สุดยอดมอเตอร์ไซค์แนวพละกำลังสูง

5.Kawasaki ZZR1400. 147.2kW (197.4 imperial horsepower, 200.1 metric horsepower)
ในขณะที่มี Ninja H2 SX แล้ว แทบไปเป็นไปไม่ได้เลย
ที่จะไม่มีสปอร์ตทัวร์ริ่งระดับท๊อปของค่ายอย่างเจ้า ZZR1400 รุ่นนี้ออกมา
โดยจุดเด่นของรถรุ่นนี้มีขุมกำลังหลักขนาดถึง 1441 ซีซี
แข็งแกร่งในเรื่องความสปีดความเร็วที่เก็นบรรยาย
อีกทั้งรูปลักษณ์ยังมีขนาดใหญ่โตกว่า ZX-10R และ Ninja H2 SX อยู่พอสมควร
กลับกัน แถมยังมีพละกำลังที่สูงกว่า 0.1 KW ดังนั้น
หากเปรียบเทียบแล้วเจ้าโมเดลที่ได้รับการอัพเดทล่าสุดเมื่อปี 2012 นั้น
ถือว่าไม่ได้ขี้เหร่แม้แต่น้อย

4. Aprilia RSV4 RF. 148kW (198.5 imperial horsepower, 201.2 metric horsepower)
มากันที่อันดับ 4 ต้องยกให้ค่ายรถยักษ์ใหญ่จากประเทศอิตาลี กันบ้าง กับเจ้าAprilia RSV4 RF
มอเตอร์ไซค์ที่ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในมอเตอร์ไซค์แบบเครื่องยนต์ V4
ที่ดีที่สุดในโลกใบนี้ จุดเด่นของเจ้านี่ คือการมีขุมกำลัง ขนาด999.6 ซีซี
แต่กลับมีน้ำหนักที่เบาเพียง 180 กิโลกรัม เรียกได้ว่า
นอกจากความเร็วที่ไม่เป็นรองใครแล้ว
ยังมีความโฉบเฉี่ยวและความคล่องตัวสูงอีกด้วย

3.Suzuki GSX-R1000. 148.5kW (199.1 imperial horsepower, 201.9 metric horsepower)
ขยับขึ้นมาที่ อันดับ 3 คือหนึ่งเดียวจากค่ายคนรักรถสาย Suzuki กับเจ้า GSX-R1000
รถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตฟูลแฟร์ริ่งพิกัด 1 ลิตร โดยจากการอัพเดทล่าสุดนั้น
พบว่า ทีมงานใส่ความทันสมัยเข้ามามากมายในตัวครั้ง
ไม่เพียงแต่ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ แต่ยังรวมถึงไประบบสำคัญอย่าง VVT
วาล์วแปรผันของ Suzuki
ที่จะทำให้อัตราการเดินรอบเครื่องยนต์นั้นราบลื่นทุกย่านความเร็ว ที่สำคัญ
ยังมีระบบ Low RPM Assist
ที่จะช่วยการขับขี่ในย่านความเร็วต่ำได้อย่างง่ายดายอีกด้วย

2.Ducati Panigale 1299 Final Edition. 154kW (206.5 imperial horsepower, 209.4 metric horsepower)
ไต่มาที่อันดับ 2 เป็นโมเดลสุดท้ายของเครื่องยนต์ Superquadro L-Twin
จากค่ายชื่อดังอย่าง Ducati โดยจุดเด่นของเจ้าตัวนี้ มีพละกำลังสูงสุดที่ 209
แรงม้าที่ 11,000 รอบต่อนาที แถมยังมีน้ำหนักที่เบาแบบไม่น่าเชื่อเพียงแค่ 168
กิโลกรัม ที่สำคัญยังเต็มไปด้วยฟีเจอร์ใหม่แบบสุดล้ำมากมาย

1.Ducati Panigale V4. 157.5kW (211.2 imperial horsepower, 214.1 metric horsepower)
ปิดท้ายกันที่อันดับ 1 จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Ducati Panigale V4
โมเดลตัวใหม่ล่าสุดที่เพิ่งมีการส่งบอลเร็วๆนี้ ด้วยขุมกำลังแบบ V4
ที่ได้ทีมพัฒนาจากรายการแข่งขัน MotoGP มาช่วยในการพัฒนา ทำให้ เจ้าตัวนี้
สร้างพละกำลังสูงสุดได้ถึง 214.1 แรงม้า ที่ 13,000 รอบต่อนาทีที่สำคัญราคาไม่ถึงล้านอีกด้วย…

Continue Reading

รู้จัก New Nissan Micra/March กับความหวังผู้ขับขี่ไทย

ก่อนหน้านี้หลายคนคงตั้งคำถามว่า Nissanจะปฏิวัติรถเล็กตระกูล March/Micra อย่างไร?
เพราะ March/Micra K13 ทุกวันนี้ก็ถือเป็นจุดด่างพร้อยในความคาดหวังของลูกค้าที่ต้องการ
รถเล็กคุณภาพและสามารถใช้งานได้ในระยะยาว ซึ่ง Nissan ก็ได้ประกาศเปิดตัว All New NissanMicra/March เจเนอเรชั่นที่ 5
ออกมาแล้วเพียงแต่ยังติดอยู่ที่ว่าการปรับปรุงอัพเดทครั้งนี้จะดีเยี่ยมและน่าประทับใจเหมือนที่เคยสร้างในยุค 90s หรือไม่
งั้นเรามาดูกัน…ทาง Nissan บอกว่า All New Nissan March/Micra จะเป็นรถซับคอมแพคท์ B-Segment
ที่เน้นตลาดยุโรป สัดส่วนตัวรถจะเตี้ยลง, กว้างขึ้นและยาวกว่ารถรุ่นเดิม
ที่สำคัญจะมีพื้นที่ภายในห้องโดยสารมากกว่าเดิมด้วยCarlos Ghosn ซีอีโอ Nissan Motor บอกว่า NissanMicra
เป็นรถที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 30 ปีและนี่ถือเป็นการปฏิวัติใหม่ และจะเป็นการเดินทางบทใหม่ของNissan
ในการยกระดับรถแฮทช์แบ็คที่เกินกว่าความคาดหวังของลูกค้าโดยแนวทางการออกแบบ Nissan Micra/March โฉมใหม่
ถอดแบบมาจากรถต้นแบบ Nissan Sway Conceptโดยมีจุดเด่นคือการนำ Design Language ใหม่มาประยุกต์ใช้
ตั้งแต่ด้านหน้า V-Motion, ไฟบูมเมอแรง, Floating Roofและซ่อนมือจับประตูหลังไว้บริเวณกรอบกระจกประตูหลัง
อีกจุดเด่นสำคัญของ Nissan Micra/March โฉมใหม่ คือการตกแต่งภายในห้องโดยสารที่สามารถเปลี่ยนสีสันตาม
ความต้องการได้ รวมถึงมีการนำระบบ Active Ride Control
ช่วยเพิ่มความสบายขณะขับขี่ และระบบ Active Trace Control
ที่ลดอาการอันเดอร์สเตียร์ ช่วยให้การบังคับควบคุมรถง่ายขึ้น พร้อมพวงมาลัยไฟฟ้าแบบ Brushless ที่ตอบสนองดีขึ้น
ไม่นับรวมเครื่องยนต์กลไกใหม่หมด
ด้วยเครื่องยนต์บล็อกใหม่ HR09DE บล็อก 3 สูบ 900 ซีซี
เทอร์โบ 90 แรงม้า (PS) แรงบิด 140 นิวตันเมตร, เครื่องยนต์
BR10DE บล็อก 3 สูบ 73 แรงม้า (PS) แรงบิด 95 นิวตันเมตร
และเครื่องยนต์ดีเซลK9K 1.5 ลิตร 90 แรงม้า แรงบิด 220 นิวตันเมตร
เช่นเดียวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง
ระบบบังคับควบคุมรถให้อยู่ในเลนอัตโนมัติ,
ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินที่สามารถตรวจจับคนเดินทางเท้าได้,
ระบบตรวจจับป้ายจราจร, ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติและระบบเตือนจุดบอด
อย่างไรก็ตาม All New Nissan Micra/March เจเนอเรชั่นที่ถูกผลิตขึ้นที่โรงงานฟลินท์ ประเทศฝรั่งเศส
เพื่อป้อนลูกค้าชาวยุโรปตั้งแต่เดือนมีนาคม 2017 ส่วนลูกค้าชาวไทยคงต้องรอกันหน่อย
เพราะยังไม่แน่ชัดว่าจะมีแผนเข้าไทยหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ Nissan ก็เพิ่งจะปล่อย Note
ออกมาตีตลาด แต่หาก New March จะเข้าไทยจริง ก็คาดกันว่าอาจจะมีการลดออพชั่นที่เกริ่นมาทั้งหมดแบบกระจุย
เหมือนที่เคยทำกับรุ่นก่อนๆซึ่งก็ได้แต่หวังว่าขออย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย…

Continue Reading

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ ท่อไอเสีย

ท่อไอเสีย คือ กลุ่มของท่อสแตนเลสที่ดัดโค้งแบบไม่มีรอยพับและขึ้นรูปมาอย่างชาญฉลาด
แต่ศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังนั้นค่อนข้างซับซ้อน
ดังนั้นปัจจัยหลักของระบบไอเสียสมรรถนะสูงจึงอยู่ที่การออกแบบนั่นเอง ตัวแปรมีตั้งแต่ขนาดศูนย์กลาง
ความยาวของท่อทั้งระบบ ปริมาตรเฮดเดอร์ จำนวนและรูปแบบหม้อพักที่ใช้
ซึ่งระบบไอเสียทั้งหมดจะต้องออกแบบให้ทำงานสอดประสานกันเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
จากนั้นจึงมองถึงเรื่องสารเคลือบทนความร้อนชนิดต่างๆ
หรือวาล์วอัจฉริยะที่ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ที่จะมาบังคับให้ ไหลหลบหม้อพักในระบบไปได้
การปรับตัวแปรต่างๆ
เหล่านี้จะมีผลโดยตรงต่อสมรรถนะเครื่องยนต์นอกจากนี้ยังสามารถปรับแต่งเพื่อให้รถออกมามีบุคลิกแบบที่เราต้องการได้อีกด้วย
ท่อรวมไอเสีย มีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่
-ท่อรวมไอเสียแบบธรรมดา มักทำมาจากเหล็กที่หล่อขึ้นรูป เนื่องจากมีต้นทุนที่ต่ำ
แต่ระบายไอเสียได้ไม่คล่องเท่าไรนัก ดังนั้นเครื่องยนต์จึงทำงานหนักขึ้นเพื่อผลักไอเสียให้ผ่านท่อลักษณะนี้
จึงส่งผลให้เครื่องยนต์กำลังตกลง
-ท่อรวมไอเสียแบบเฮดเดอร์( Header)
คือท่อไอเสียที่ทำจากท่อแยกแต่ละสูบและสามารถดัดโค้งให้ยาวขึ้นทำให้การระบายไอเสียจากเครื่องยนต์ทำได้ดีกว่า
รถยนต์จึงมีกำลังมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม
ท่อรวมไอเสียที่มาจากโรงงานส่วนใหญ่จะเป็นท่อไอเสียรวมแบบธรรมดา
1.หม้อพักกลาง ปราการด่านที่สองก็คือหม้อพักกลางพัก ส่วนใหญ่จะเป็นไส้ตรงหรือตรงเกลียว
จะทำหน้าที่ช่วยดูดซัพเสียงจากท่อรวมไอเสีย และหม้อพักท้าย ให้เงียบลงและไม่สะท้อนเข้าห้องโดยสาร
2.หม้อพักท้าย ถือเป็นด่านสุดท้าย ส่วนใหญ่จะติดกับปลายท่อโชว์อยู่ด้านท้ายรถ
มีหน้าที่ซัพเสียงไม่ต่างจากหม้อพักกลาง แต่ที่เพิ่มขึ้นมาคือการวางไส้ ในลักษณะที่ต่างกัน
เพื่อสร้างแรงอั้นให้เหมาะสมกับขนาดเครื่องยนต์และชนิดของเกียร์
เทคนิคควรรู้
คุณสมบัติหม้อพักท้ายลักษณะต่าง ๆ
หม้อพักไส้ย้อน ส่วนใหญ่ท่อเดิม ๆ จากโรงงานจะเป็นท่อประเภทนี้ ให้ความเงียบเป็นเลิศ
ใช้ได้ทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์ออโตเมติก
แต่เหมาะกับเกียร์ออโตเมติกที่สุดเพราะมีแรงอั้นสูงส่งผลให้พละกำลังการออกตัวและรอบต้นดีอย่างที่เรียกกันว่าต้นจัด
แต่จะไม่เหมาะกับเครื่องที่มีระบบอัดอากาศ
หม้อพักไส้เยื้อง จะมีความโล่งมากกว่า หม้อพักไส้ย้อน ใช้ได้ทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์ออโตเมติก
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อโล่งมากขึ้นแรงอั้นก็ลดลงตามไปด้วยจึงอาจส่งผลให้
กำลังตกในรอบต้นแต่จะได้การไหลในรอบปลายมาแทน
หม้อพักไส้ตรง มีความโล่งที่สุดในบรรดาหม้อพักทั้งหมด ไม่เหมาะกับรถเกียร์ออโต้เมติก
เพราะไม่มีแรงอั้นถ้าเผลอไปใส่เข้าพละกำลังยามออกแทบไม่มีเลยทีเดียว
แต่หม้อพักประเภทนี้จะเหมาะสำหรับรถที่มีระบบอัดอากาศและเกียร์ธรรมดา…

Continue Reading