รู้จัก LEXUS ค่ายดังยุโรปสัญชาติญี่ปุ่น

LEXUS คือค่ายรถยต์ในเครือของ TOYOTA ที่ออกไปสร้างฐานการผลิตในประเทศชั้นนำของโลก
เริ่มจาก สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ และ แคนาดา จนกลายมาติดตลาดและมีชื่อเสียง
จนหลายคนแทบไม่เชื่อว่านี่คือรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น จุดเริ่มต้นของค่ายรถยนต์ LEXUS
เกิดจากการประชุมของผู้บริหารระดับสูง TOYOTA ช่วงปี 1983
ในหัวข้อที่พวกเขาต้องการพิสูจน์ความเป็นเลิศของตัวเองในทางวิศวกรรมยานยนต์
ด้วยการลงมือสร้างรถยนต์ในระดับ Luxury และยกระดับของแบรนด์ใหม่ ที่แตกหน่อออกไป
แต่สิ่งที่พวกเขาใช้เป็นตัวกำหนดในการถือกำเนิด LEXUS คือการสร้างรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงสุด เทียบเท่า
หรือดีกว่ารถยนต์หรูหราของพวกอเมริกันและยุโรป พร้อมเปิดหน้าใหม่แห่งประวัติศาสตร์ของวงการรถยนต์
อย่างไรก็ตาม กว่าได้รถยนต์ LEXUS คันแรกนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะสิ่งที่ TOYOTA
ต้องการคือรถหรูเทียบชั้นค่าย BMW, Jaguar, Mercedes Benz,Rolls Royce และ Bentley
นั่นทำให้ทุกขั้นตอนในการผลิตรถยนต์ต้นแบบเป็นไปด้วยความพิถีพิถัน
นั่นทำให้ TOYOTA ระดมทีมงานวิศวกร 1,400 คน,ช่างเทคนิค 2,300 คน และช่างเครื่องยนต์ 220 คน
เข้าร่วมโปรเจ็กต์นี้ โดยเริ่มต้นจากการคิดค้นโครงสร้างของตัวรถ เปลือกตัวถังแซสซีส์ และระบบความปลอดภัย
เพื่อให้มั่นใจว่าจะขับได้ทุกสภาวะและสภาพถนน โดยนอกจากการค้นคว้าในห้องทดลองแล้ว รถต้นแบบ
LS400 ถูกนำไปวิ่งทดสอบอย่างหนักทั้งในสหรัฐอเมริกา เยอรมนี เบลเยียม สวีเดน และ แคนาดา ทุกสภาพถนนทั้งทางด่วน รถติด
ทะเลทรายอันร้อนระอุ หิมะอันเหน็บหนาวแถบขั้วโลกเหนือ หรืออุโมงค์สนามแม่เหล็กไฟฟ้า
เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของระบบไฟในตัวรถ หลังจากนั้นช่วงปี 1985
หัวหน้าทีมออกแบบได้เริ่มต้นออกแบบรูปทรงตัวรถใหม่ โดยคำนึงถึงอาคารบ้านเรือนที่ใช้จอดรถ ความกว้างของถนน
เปรียบเทียบกับขนาดของรถยนต์ซาลูนหรูรุ่นอื่นๆ ของคู่แข่ง รวมถึงสิ่งแวดล้อมและสภาพการขับขี่
สุดท้ายกว่าที่ LS400 จะมีรูปทรงที่ถูกต้องตามหลักอากาศพลศาสตร์ หรือแอร์โรไดนามิกส์
และมีค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานอากาศอยู่ในเกณฑ์ดี รวมถึงมีความสง่างามตามแบบฉบับของแบรนด์หรูก็ปาเข้าไปช่วงปี 1987
แต่เท่านั้นยังไม่พอ TOYOTA ลุยต่อในเรื่องของการระบายความร้อน การทรงตัวในสภาพอากาศและอุณหภูมิที่แตกต่างกัน
วัสดุที่ใช้ตกแต่งภายใน ความสะดวกสบายในการขับ การบังคับควบคุม รวมถึงเสถียรภาพของการทรงตัว
ตามด้วยการติดตั้งระบบเครื่องเสียงให้เหมาะสมกับรูปแบบห้องโดยสาร ระบบ Traction-Control
ระบบป้องกันล้อล็อกในระหว่างการเบรก ABS รวมไปถึงทำแบบสอบถามจากเจ้าของรถยนต์หรูในสหรัฐอเมริกา
ทั้งเรื่องสมรรถนะของรถยนต์ และราคาที่ต้องการด้วย ผลสุดท้ายด้วยความเพียรพยายามและความตั้งใจของทีมงานกว่า
3,00 คน รถยนต์ Lexus LS400 ซึ่งเป็นรถรุ่นแรกสุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทหนึ่งเดียวจากเอเชี
ย ที่หาญกล้าผลิตรถหรูหราราคาแพงเทียบชั้นกับคู่แข่งทั่วโลกจึงประสบความสำเร็จอย่างงดงามจนถึงปัจจุบัน…

Continue Reading

การใช้สัญญาณไฟรถยนต์ที่ควรทราบเอาไว้ เพื่อให้ขับขี่ปลอดภัย

สัญญาณไฟรถยนต์ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อความปลอดภัยบนท้องถน
น แต่สำหรับบางคนอาจจะไม่ค่อยทราบเกี่ยวกับมันลึกซึ้ง
นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ดีสักเท่าไหร่นัก

การที่เราไม่ทราบการใช้สัญญาณไฟรถยนต์
เป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน
บางคนที่ไม่ให้ความสำคัญกับมันก็เท่ากับว่าได้พาตัวเองไปอยู่ในความเสี่ยงแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้กับตัวเองรวมไปถึงผู้อื่น
ดังนั้นจึงควรที่จะใช้สัญญาณไฟรถยนต์กันให้ถูกต้อง เพื่อให้เรื่องร้ายๆ
มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลง

สำหรับสัญญาณไฟรถยนต์ที่สำคัญๆ ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้เอาไว้
อย่างแรกสุดเลยก็คือเรื่องพื้นฐานอย่างไฟเลี้ยว
บางคนอาจจะมองว่ามันไม่มีความสำคัญอะไร เพราะเมื่อจะหักหัวเลี้ยว
รถรอบข้างก็ย่อมต้องเห็นอยู่แล้ว
แต่อันที่จริงมันจะต้องเปิดไฟเลี้ยวเพื่อแจ้งให้เพื่อนร่วมถนนได้ทราบก่อน
จะได้เตรียมตัวทันในหลายๆ ทาง

การเปิดไฟเลี้ยวที่ถูกต้องนั้นจะต้องเปิดล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 50 เมตร
จากนั้นก็ต้องเช็คถนนรอบข้างเพื่อให้มั่นใจก่อนว่าปลอดภัยดีแล้ว
ถึงจะทำการเลี้ยวไปในทิศทางที่ได้เปิดไฟแจ้งเอาไว้
เพื่อที่จะได้ไม่เกิดอุบัติเหตุที่เราคาดไม่ถึง

สำหรับสัญญาณไฟฉุกเฉิน ถือว่าผู้ขับขี่ชาวไทยมีวิธีใช้ที่ผิดๆ จนเคยชินกันมา
ต้องทราบก่อนว่าสัญญาณไฟฉุกเฉินนั้นถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในกรณีที่รถเสีย
ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้เท่านั้น
การที่ผู้ขับขี่นำมาใช้ขอทางตอนขับผ่านสี่แยกนั้นเป็นเรื่องที่ผิดอย่างมาก
และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ด้วย
เนื่องจากคนจากเลนทางซ้ายอาจคิดว่าเราเลี้ยวซ้าย
จึงขับตรงไปข้างหน้าไปในทิศทางตรงกลางสี่แยกเช่นกัน

นอกจากนี้การใช้สัญญาณไฟฉุกเฉินในยามที่ฝนตกหนัก
เพราะต้องการให้คันหลังๆ มองเห็นก็เป็นความคิดที่ผิดเช่นกัน

สำหรับสัญญาณไฟสูงนั้นจะใช้ในกรณีที่ต้องการแจ้งเตือนเหมือนกับการใช้แตร
โดยมักจะใช้กันในเวลากลางคืน เนื่องจากมองเห็นได้ง่าย
หากว่าใช้ได้อย่างถูกต้องก็จะถือว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมาก
และลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ โดยไม่ควรเปิดค้างนานเกินไป
เพราะจะทำให้รถที่ขับสวนมารู้สึกแสบตา และมองทางไม่เห็น
อาจจะส่งผลเสียแทนเอาได้

ทั้งหมดนี้แหละคือการใช้สัญญาณไฟรถยนต์ที่ถูกต้อง
ถ้าหากว่านำเอาไปปรับใช้กันในยามขับขี่
รับประกันได้เลยว่าโอกาสเกิดอุบัติเหตุนั้นจะน้อยลงอย่างมาก
เป็นเรื่องของความปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสังคมที่ถ้าหากว่าผู้ขับขี่ทุกคน
มีก็คงจะเป็นเรื่องดี…

Continue Reading

สายพานกับรถยนต์

รถยนต์ไม่ว่าจะใช้งานหรือจอดทิ้งก็ เสื่อมสภาพลงทุกวันฉะนั้นการบำรุงรักษารถเป็นเรื่องที่สมควรทำอย่างยิ่งเพราะทั้งหมดที่เราดูแล
เป็นเชิงป้องกันไม่ให้รถเสียหรือมีปัญหากลางทางในยามรีบเร่ง
สายพาน คืออุปกรณ์ชิ้นหนึ่งในเครื่องยนต์ มีหน้าที่ในการถ่ายทอดกำลังไปขับเคลื่อนชิ้นส่วนต่างๆ
ซึ่งพลังงานในส่วนนี้จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานอื่นๆ ซึ่งจะมีมู่เล่ย์คอยรับ และถ่ายทอดกำลังที่ได้ไปยังส่วนต่างๆอีกทีหนึ่ง
หากเกิดอาการเสียงดังก็เนื่องมาจาก สายพาน อาจจะหมดอายุ ผ่านการใช้งานมาอย่างหนักหน่วงจน เสื่อมสภาพนั่นเอง
สายพานที่นิยมใช้ในรถยนต์ปัจจุบันส่วนใหญ่ผู้ผลิตจะใช้สายพานสำหรับเครื่องยนต์อยู่ 3ชนิด
1.สายพานแบบร่องตัวV (V-Belts) ส่วนใหญ่ใช้ขนาด 9.5 และ 12.5 ยกตัวอย่างเช่น 12.5 *
1250 หมายถึงสายพานเส้นนี้มีความกว้างของสันสายพานด้านนอก 12.5 มม.และมีความยาวรอบวงนอก 1250 มม.
2.สายพานแบบร่อง V (V-Multi-Ribbed Belts)จะมีลักษณะแบนมีร่อง2-8 ร่อง ตัวอย่างเช่น 6PK
2150หมายถึงสายพานเส้นดังกล่าวมี 6ร่องฟัน และมีความยาวรอบวงนอก 2150 มม.
3.สายพานแบบฟันเฟือง ซึ่งใช้ในสายพานไทม์มิ่ง
วิธีแก้ไขเมื่อมีเสียงสายพานดัง
1. จารบี ทาเข้าไปในส่วนของมู่เล่ย์ เพื่อทำให้จุดเชื่อมต่อต่างๆ หรือส่วนอื่นๆ ทำงานได้ไหลลื่นขึ้น
2. สบู่ วิธีทำก็ง่ายๆ สตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเปิดฝากระโปรงหน้า จากนั้นค่อยๆ นำก้อนสบู่ไปถูกับสายพาน
ปล่อยให้มันสีกันสักครู่จึงค่อยเอาออก เสียงที่ดังต่างๆ ก็จะหายไปเอง
3. ตั้งสายพานใหม่ เพราะบางครั้งสายพานอาจเกิดการหย่อนยาน
และหลังจากตั้งใหม่แล้วควรตรวจเช็กความตึงอีกครั้ง
4. สเปรย์ไล่ความชื้น ใช้ฉีดพ่นไปที่บริเวณสายพาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น
แต่อาจช่วยได้ในระยะสั้นเท่านั้น
ข้อควรจำเกี่ยวกับสายพาน
เทคนิคควรรู้
– หมั่นตรวจสอบความตึง-หย่อน เมือพบว่าสายพานหย่อนให้ปรับตั้งใหม่
– หากพบรอยแตกร้าวให้เปลี่ยนใหม่ทันที
– ตรวจสอบลูกปืนตามจุดต่าง ๆ ทั้งในรอกดันสายพานปั๊มน้ำ -ปั๊มเพาเวอร์-ไดชาร์จ
ว่าเสียหายหรือไม่เพราะหากลูกปืนแตกอาจเป็นต้นตอให้เกิดเสียงดังได้เช่นกัน
– หลาย ท่านอาจเคยจะใช้สเปรย์ไล่ความชื้นฉีดที่สายพาน ในการแก้ปัญหาเสียงดัง
โดยวิธีดังกล่าวอาจช่วยให้เสียงดังเงียบลงได้เพียงระยะสั้น ๆ เท่านั้น
แต่ยังมีอีกวิธีที่ได้ผลดีกว่าคือให้ใช้สบู่ก้อนแช่น้ำพอหมาด ๆ ถูที่บริเวณร่องใต้ท้องสายพานจุดที่สัมผัสกับพู่เล่เสียงจะเงียบลง…

Continue Reading

ความสำคัญของ “น้ำมันเครื่อง” ที่มีต่อรถยนต์

น้ำมันเครื่องที่มีขายกันอยู่ตามท้องตลาดนั้นมีมากมายหลายยี่ห้อ
ไม่ว่าจะเป็น Motul, Mobil-1, PTT, Shell, Eneos, Valoline, HKS ฯลฯ
ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็จะมีเกรดของน้ำมันเครื่องที่แตกต่างกันไป มาดูกันว่า “น้ำมันเครื่อง”
มีประโยชน์ต่อรถท่านอย่างใดบ้าง
ประโยชน์ของน้ำมันเครื่องมีดังนี้
1.ช่วยหล่อลื่นเครื่องยนต์
อันนี้เป็นประโชยน์หลักของน้ำมันเครื่องเลยก็ว่าได้
โดยน้ำมันเครื่องจะไปสร้างชั้นฟิลม์บางๆเคลือบชิ้นส่วนโลหะภายในเครื่องยนต์เพื่อลดการเสียดสีกันในการทำงานของเครื่องยนต์
2.ช่วยลดความร้อนของเครื่องยนต์
โดยเมื่อน้ำมันเครื่องไหลกลับลงสู่อ่างน้ำมันเครื่องก็จะนำพาความร้อนที่สะสมอยู่ภายในเครื่องยนต์ลงไปด้วย
ซึ่งสามารถช่วยลดความร้อนเครื่องยนต์ได้ในระดับนึง
3.ช่วยป้องกันการรั่วของกำลังอัด
โดยตัวน้ำมันเครื่องนั้นจะเป็นแผ่นฟิลม์ที่เคลือบผนังของกระบอกสูบทำให้สามารถป้องกันการรั่วไหลของกำลังอัดที่กระบอกสูบได้
4.ทำหน้าที่ทำความสะอาด
ซึ่งตัวน้ำมันเครื่องนั้นจะชะล้างเศษโลหะที่เกิดจากการเสียดสีกันภายในเครื่องยนต์และนำลงสู่อ่างน้ำมันเครื่องเพื่อป้องกันการอุดตัน
ซึ่งจากประโยชน์ที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่าตัวน้ำมันเครื่องนั้นมีความสำคัญกับเครื่องยนต์อย่างมาก ดังนั้นในการเลือกน้ำมันเครื่องเราต้องดูที่ 3 ส่วนหลักๆนั้นก็คือ
ประเภทของน้ำมันเครื่อง โดยน้ำมันเครื่องนั้นจะแบ่งออกเป็น 3
ประเภทได้แก่
– น้ำมันเครื่องชนิดธรรมดา จะมีระยะเวลาการใช้งานประมาณ 4000กิโลเมตร
– น้ำมันเครื่องชนิดกึ่งสังเคราะห์ จะมีระยะการใช้งานประมาณ 6000กิโลเมตร
– น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100 % จะมีระยะการใช้งานประมาณ 10000กิโลเมตร
เกรดของน้ำมันเครื่อง
โดยน้ำมันเครื่องแต่ละชนิดจะมีเกรดของน้ำมันเครื่อง
ซึ่งจะต้องส่งน้ำมันเครื่องของตนเองนั้นไปทดสอบคุณภาพที่สถาบัน AMERICAN
PETROLEUM INSTITUTE หรือ API โดยจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มได้แก่
– เกรดน้ำมันเครื่องสำหรับสำหรับน้ำมันเบนซิน
โดยเกรดน้ำมันเครื่องประเภทนี้ จะมีตัวอักษร S ตามหลัง API
และจะนำหน้าเกรดของน้ำมันเครื่องนั้นๆ ซึ่งจะเรียงลำดับจากเกรดที่ต่ำสุด-เกรดที่สูงสุด จาก A-Z เช่นน้ำมันเครื่องตัวนี้ได้เกรด L
ตัวอักษรข้างกระป๋องก็จะเขียนว่า API SL เป็นต้น
– เกรดน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล โดยเกรดน้ำมันเครื่องประเภทนี้
จะมีตัวอักษร C ตามหลัง API และจะนำหน้าเกรดของน้ำมันเครื่องนั้นๆ
ซึ่งจะเรียงลำดับจากเกรดที่ต่ำสุด-เกรดที่สูงสุด จาก A-Z เช่นน้ำมันเครื่องตัวนี้ได้
เกรด I ตัวอักษรข้างกระป๋องก็จะเขียนว่า API CI-6 ซึ่งตัวเลข 6
ที่ตามหลังนั้นจะบอกว่าน้ำมันเครื่องชนิดนี้เหมาะกับเครื่องยนต์ 6 สูบ เป็นต้น
แต่จริงๆแล้วนั้นน้ำมันเครื่องนั้นสามารถใช้ได้ทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล
แต่จะมีความเหมาะสมที่แตกต่ากันเช่น
ถ้าน้ำมันเครื่องตัวนี้เหมาะกับเครื่องยนต์เบนซินมากกว่า ตัวอักษรก็จะเป็น API
SL/CI-6 แต่ถ้าน้ำมันเครื่องตัวนี้เหมาะกับเครื่องยนต์ดีเซลมากกว่า
ตัวอักษรก้จะกลายเป็น API CI-6/SL เป็นต้น ความหนืดของน้ำมันเครื่อง
โดยค่าความหนืดของน้ำมันเครื่องนั้นจะถูกทดสอบโดยสถาบัน
สมาคมวิศวกรรมยานยนต์หรือ SAE (SOCIETY OF AUTOMOTIVE
ENGINEERS) โดยค่าความหนืดนั้นจะเป็นตัวเลข 5,10,15,30,40,50 ดังตัวอย่างเช่น
– 5W : หมายถึง
ค่าความหนืดของน้ำมันเครื่องในอุณหภูมิที่ติดลบหรืออุณหภูมิที่เย็นจัด
ซึ่งน้ำมันเครื่องตัวนี้มีค่าความหนืดอยู่ในเกรดที่ 5
– 40 : หมายถึง ค่าความหนืดของน้ำมันเครื่องในอุณหภูมิ 100 องศา
ซึ่งน้ำมันเครื่องตัวนี้มีค่าความหนืดอยู่ในเกรดที่ 40
โดยตัวเลขที่แบ่งเกรดค่าความหนืดนั้น ถ้าตัวเลขยิ่งมาก
ก็แสดงว่าค่าความหนืดของน้ำมันเครื่องตัวนั้นยิ่งสูงตามไปด้วยนั่นเอง
ซึ่งในประเทศไทยการเลือกค่าความหนืดของน้ำมันเครื่องควรดูเฉพาะค่าหลังเป็นสำคัญ
เพราะประเทศไทยไม่มีอากาศที่หนาวเย็นถึงขนาดติดลบจึงไม่จำเป็นต้องกังวลตัวเลขด้านหน้าเท่าใดนัก
ซึ่งปกติแล้วการเลือกน้ำมันเครื่องของรถแต่ละคันนั้นให้อิงตามคู่มือที่ติดมากับตัวรถโดยค่าปกตินั้นจะอยู่ที่ 40
ในค่าความหนืดตัวหลังแต่ถ้าเกิดเมื่อใช้รถยนต์หนักและเครื่องยนต์มีอายุมากและกินน้ำมันเครื่อง
ควรมีการปรับเบอร์ขึ้นไปเป็นเบอร์ 50 เพื่อป้องกันการรั่วของกำลังอัด
แต่ถ้ารถยนต์อยู่ในสภาพปกติและอากาศไม่ร้อนมาก
ควรเลือกน้ำมันเครื่องที่มีความหนืดน้อยๆเพื่อที่ตัวน้ำมันเครื่องจะได้สามารถไหลผ่านไปได้ง่าย
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเลือกน้ำมันเครื่องที่มีความหนืดน้อยเกินไป
ซึ่งนั่นจะส่งผลให้ไม่มีฟิลม์ไปเคลือบชิ้นส่วนโลหะภายใน
ทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็วกว่าที่ควรนั่นเอง…

Continue Reading

การซ่อมรถควรเลือกอย่างไร

รถยนต์ นอกจากจะต้องคอยดูแลรักษาภายนอกให้ดีแล้ว เมื่อถึงเวลา เช็กระยะ ตามหลักกิโลเมตร
หรือตามระยะเวลาที่กำหนด ก็สมควรที่จะนำเข้าไปตรวจเช็กดูทันที
ไม่ควรปล่อยปละละเลยเพื่อสมรรถณะที่ดีของรถยนต์
รถทุกรุ่นทุกยี่ห้อจะมีการรับประกันการใช้งาน
รวมถึงการประกันคุณภาพของอุปกรณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการผลิตและการ ประกอบของรถยนต์
ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องของรายละเอียดต่างไม่ว่าจะการรับประกันคุณภาพ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
การตรวจเช็คระยะทาง ผู้ประกอบการจะเป็นผู้กำหนดเมื่อรถยนต์เกิดความเสียหายและรถยนต์ยังอยู่ใน
ระหว่างการประกัน ควรนำรถยนต์เข้าศูนย์บริการเพื่อให้ทางศูนย์ได้ตรวจสอบคุณภาพและดูแล เท่านั้น ดังนั้น
ผู้ที่มีรถยนต์ที่มีประกันอยู่
แต่ในปัจจุบันอู่ซ่อมรถยนต์ตามจุดต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย มีอยู่หลายระดับด้วยกัน  ผลงานและฝีมือของช่าง
เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ รวมถึงคุณภาพของอุปกรณ์หรืออะไหล่รถยนต์
การคิดราคาค่าแรงย่อมมีความแตกต่างกันออกไป ดังนั้น
ก่อนที่จะเข้าใช้บริการสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เจ้าของรถยนต์จะต้องทำคือ
ตรวจสอบเช็ครถก่อนว่าสภาพรถยนต์ของเรานั้นเป็นแบบไหน เลขไมล์เท่าไหร่ น้ำมันรถยนต์อยู่ในระดับไหน
เพราะบางอู่ช่างซ่อมมักจะแอบเอารถยนต์ที่ซ่อมออกไปใช้งาน ซึ่งหากเรามีการตรวจเช็คสภาพรถก่อนเข้าอู่ซ่อม
เมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้นจะได้มีหลักฐานแสดงกับเจ้าของอู่ได้ว่ารถยนต์ ข้อดีของการใช้บริการอู่ซ่อมทั่วไป คือ
ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัดนั่นเอง
สิ่งที่ควรเช็คเมื่อรถใกล้หมดประกัน
1.ยาง ปกติยางรถยนต์จะสามารถใช้งานได้ราว 50,000 กิโลเมตรเป็นอย่างน้อย
ถ้าไม่ติดว่ายางเสียงดังหรือมีรอยรั่วมา และอาจยืดอายุได้ถึง 70,000 – 100,000 กิโลเมตร
2.แบตเตอรี่ แบตเตอรี่จะมีอายุการใช้งานราว 2 ปี หรือน้อยกว่านั้น ดังนั้น
เมื่อพ้นระยะรับประกันก็ควรเช็คสภาพแบตเตอรี่ได้แล้ว ว่ายังมีประสิทธิภาพการเก็บไฟเหมือนเดิมหรือไม่
3.ไส้กรองแอร์ ปกติไส้กรองแอร์ควรเปลี่ยนทุก 20,000 กิโลเมตร ดังนั้น เมื่อครบระยะหนึ่งแสนโล
ก็ควรจับเปลี่ยนอีกครั้ง เพื่อสุขภาพอนามัยที่ดีของคนที่ต้องใช้รถทุกวัน
4.หัวเทียน ควรเปลี่ยนทุกระยะประมาณ 40,000 กิโลเมตร แล้วแต่ชนิดของหัวเทียน
หากพบว่าเร่งแล้วมีอาการเครื่องสะดุด เดินไม่เรียบ อาจมีอาการมาจากหัวเทียน
5.สายพาน สายพานต่างๆ เช่น สายพานไทม์มิ่ง สายพานหน้าเครื่อง จะมีระยะเวลาการเปลี่ยนอยู่แล้ว หากพ้น 1
แสนโลเป็นต้นไป และยังไม่เคยทำการเปลี่ยน ก็ลองเช็คให้ดีว่าสายพานยังคงตึง ไม่ขาด
หากพบว่าสึกหรอก็ควรรีบเปลี่ยนทันที
6.ยางขอบประตู รถที่ใช้ไปนานๆ ยางขอบประตูจะมีการเสื่อมสภาพจนทำให้มีเสียงเล็ดลอดจากภายนอกเข้ามาได้
หากทนไม่ไหวจริงๆให้จับเปลี่ยนยางขอบประตูเหล่านี้ จะช่วยลดเสียงรบกวนลงได้ครับ
7.ไฟส่องสว่าง ควรเช็คไฟส่องสว่างรอบคัน ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าหรือไฟท้าย
หากพบว่ามีหลอดใดหลอดหนึ่งขาดควรรีบเปลี่ยนทันที แต่หากเป็นไฟแบบ LED อาจต้องซื้อทั้งชุดมาเปลี่ยนแทน
อย่างไรก็ตาม การซ่อมรถที่ศูนย์บริการและอู่ซ่อมทั่วไปนั้นก็ไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าไรในด้านคุณภาพ
อีกทั้งค่าใช้จ่ายและค่าแรงในการซ่อมแต่ละประเภทมีการกำหนดราคาที่ชัดเจน ไม่มีการคิดราคาเพิ่ม  เครื่องมือ
อุปกรณ์อะไหล่ได้มาตรฐานและครบครัน และอุปกรณ์บางรุ่นบางยี่ห้อมีการรับประกันคุณภาพสินค้า
รวมถึงการตรวจซ่อมรถยนต์ที่ใช้เวลาไม่นานนัก
ดังนั้นจึงขึ้นอยู่ที่ผู้ใช้บริการและความสะดวกและสบายใจของเจ้าของรถ…

Continue Reading

เช็คให้พร้อมก่อนปั่นจักรยาน

“การปั่นจักรยาน” เป็นกิจกรรมที่สนุกและช่วยให้สุขภาพแข็งแรง
สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย เพื่อให้การปั่นจักรยานเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย
อย่าลืม เช็คลิสต์ 5 ข้อที่ต้องพร้อมก่อนออกไป “ปั่น”
เช็คลิสต์ 5 ข้อที่ต้องพร้อมก่อนออกไป “ปั่น”
1. ตรวจสอบจักรยานว่ามีสภาพพร้อมใช้งาน ยาง โซ่ เบรก ระบบความปลอดภัย
และข้อล็อกต่างๆ ให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องและแน่นหนา รวมถึงปรับเบาะ มือบังคับ
ให้ได้ระดับที่เหมาะสม และควรมีไฟกะพริบด้านท้ายเพื่อความปลอดภัย
2. แต่งกายให้เหมาะสม ควรสวมหมวกกันน็อกและอุปกรณ์ป้องกัน เช่น สนับเข่า
ถุงมือ เสื้อผ้าต้องรัดกุม ไม่รุ่มร่าม
ส่วนรองเท้าควรสวมใส่รองเท้าสำหรับปั่นจักรยานหรือรองเท้ากีฬาที่มีขนาดพอดี
กระชับ และต้องมีพื้นแข็งพอสมควร
3. ควรรับประทานอาหารก่อนการปั่นจักรยานอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
เป็นอาหารที่ย่อยง่าย เน้นคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง
และควรพกน้ำดื่มไว้จิบระหว่างทาง รวมถึงอาหารที่สามารถย่อยเป็นน้ำตาลได้เร็ว
เช่น ลูกเกด กล้วยตาก เครื่องดื่มเกลือแร่
4. ควรเตรียมพกยารวมถึงอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นติดตัวไปด้วย อาทิ ยาดม
ยาทาหรือสเปรย์พ่นแก้ปวด รวมถึงยาประจำตัว เช่น ยาพ่นสำหรับผู้ป่วยโรคหอบ
คนเป็นโรคหัวใจอย่าลืมยาอมใต้ลิ้น ทั้งนี้ หากมีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด
เจ็บหน้าอก ให้หยุดขี่ และบอกผู้ใกล้ชิดทันที
5. เตรียมร่างกายให้พร้อมด้วยการอบอุ่นร่างกาย (เช่น วิ่งอยู่กับที่ประมาณ 5 นาที)
และยืดเหยียดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะยืดกล้ามเนื้อต้นขา น่อง เอ็นร้อยหวาย บ่า ไหล่
และหลัง ก่อนและหลังปั่นทุกครั้ง เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ และการเป็นตะคริว
สำหรับมือใหม่หัดปั่น
ไม่ควรใช้ความเร็วและความฝืดเกินไปเพราะอาจควบคุมจักรยานได้ยาก
นอกจากนี้เพื่อความปลอดภัยควรศึกษากฎจราจร ป้าย และสัญญาณมือต่างๆให้เข้าใจก่อนไปปั่น…

Continue Reading

เทคนิคสตาทรถที่ช่วยยืดอายุการใช้งาน

เริ่มต้นด้วยการรู้จักตำแหน่งต่าง ๆ ของสวิทช์กุญแจรถยนต์กันก่อน
ตำแหน่งแรกคือ Lock : เมื่อเราเสียบกุญแจเข้าไป เป็นตำแหน่งที่เครื่องยังดับอยู่ และยังใช้ล็อกพวงมาลัย
ตำแหน่งที่สอง ACC : เป็นตำแหน่ง ในการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ เพื่อเปิดใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ
ภายในรถโดยไม่ต้องสตาร์ทเครื่อง แต่ไม่ควรใช้เป็นเวลานาน ๆ เนื่องจากจะส่งผลให้แบตเตอรี่หมด
จนไม่เหลือพอในการสตาร์ทเครื่องยนต์ได้
ตำแหน่งที่สาม On : ในตำแหน่งนี้แรงดันไฟฟ้าจะถูกจ่ายไปยังระบบต่าง ๆ โดยมีไฟเตือนโชว์บนหน้าปัด
เพื่อแสดงสถานะความพร้อมใช้งาน
ตำแหน่งที่สี่ Start : ในตำแหน่งนี้ เมื่อเราบิดกุญแจไฟฟ้าจะถูกจ่ายไปยังมอเตอร์สตาร์ท (ไดสตาร์ท)
เพื่อหมุนฟลายวีล ที่ติดอยู่กับชุดเพลาข้อเหวี่ยงเพื่อฉุดให้เครื่องยนต์หมุน
ในขณะเดียวกันนั้นระบบจุดระเบิดก็จะทำงานส่งผลให้เครื่องยนต์ติดในที่สุด
อย่างไรก็ตามในตำแหน่งนี้ต้องปล่อยมือเมื่อเครื่องยนต์ติด หากบิดค้างไว้จะส่งผลให้เฟืองมอเตอร์สตาร์ท
และเฟืองฟลายวีล เสียหายได้
การสตาร์ทอย่างถูกวิธี
เริ่มต้นด้วยการ ตรวจตำแหน่งการเกียร์ ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติ ต้องอยู่ในตำแหน่ง P หรือ N
ถ้าอยู่ในตำแหน่งอื่นก็แค่สตาร์ทไม่ติดเท่านั้น แต่ในเกียร์ธรรมดาจะแตกต่างออกไป
หากไม่ได้ปลดเกียร์ว่างก่อนสตาร์ทอาจส่งผลให้รถพุ่งชนสิ่งต่าง ๆ ที่ขว้างหน้าจนเกิดความเสียหายได้
ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแอร์ วิทยุ และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ
เพื่อให้ได้กำลังไฟสูงสุดจากแบตเตอรี่ จ่ายไปยังระบบสตาร์ท บางท่านคงคิดว่าไม่เห็นต้องปิดก็สตาร์ทได้
จริงอยู่ว่าสามารถทำได้ แต่จะเป็นการเพิ่มภาระให้มอเตอร์สตาร์ทและเครืองยนต์ทำงานหนักส่งผลให้เกิดการสึกหรอมากขึ้น
และในกรณีที่แบตเตอรี่เริ่มเสื่อมอาจทำให้ไม่มีกำลังไฟเพียงพอในการสตาร์ทเครื่องยนต์
ตรวจสอบไฟเตือน เมื่อบิดกุญแจไปในตำแหน่ง On ควรตรวจสอบว่าไฟแสดงสถานะของระบบต่าง ๆ
โชว์บนหน้าปัดครบและดับลง นอกจากนั้นควรสัเกต ว่ามีสิ่งผิดปกติหลังเครื่องยนต์ติดหรือไม่
ทั้งอาการสั่นของเครื่องยนต์ หรือ เสียงที่ผิดปกติ
ไม่สตาร์ทแช่-ยาว เมื่อรถสตาร์ทติดยากไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ควรหลักเลี่ยงการสตาร์ทแช่ยาวเกิน 15
วินาที เพราะจะส่งผลให้มอเตอร์สตาร์ทเสียหายได้ นอกจากนี้ต้องเว้นระยะห่างในการสตาร์ทครั้งต่อ 15 วินาทีเป็นอย่างน้อย
ด้วยวิธีง่าย ๆ กับการเสียเวลาเพียงเล็กน้อยเอาใจใส่ การสตาร์ทอย่างถูกวิธี
จะช่วยให้รถยนต์ของท่านมีสุขภาพดีและยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้อีกด้วย…

Continue Reading

วิธีการใช้รถอย่างถูกต้อง เพื่อยืดอายุการใช้งาน

เริ่มต้นด้วยการรู้จักตำแหน่งต่าง ๆ ของสวิทช์กุญแจรถยนต์
1.ตำแหน่งแรกคือ Lock : เมื่อเราเสียบกุญแจเข้าไป เป็นตำแหน่งที่เครื่องยังดับอยู่ และยังใช้ล็อกพวงมาลัย
2.ตำแหน่งที่สอง ACC : เป็นตำแหน่ง ในการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ เพื่อเปิดใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ
ภายในรถโดยไม่ต้องสตาร์ทเครื่อง แต่ไม่ควรใช้เป็นเวลานาน ๆ เนื่องจากจะส่งผลให้แบตเตอรี่หมด
จนไม่เหลือพอในการสตาร์ทเครื่องยนต์ได้
3.ตำแหน่งที่สาม On : ในตำแหน่งนี้แรงดันไฟฟ้าจะถูกจ่ายไปยังระบบต่าง ๆ โดยมีไฟเตือนโชว์บนหน้าปัด
เพื่อแสดงสถานะความพร้อมใช้งาน
4.ตำแหน่งที่สี่ Start : ในตำแหน่งนี้ เมื่อเราบิดกุญแจไฟฟ้าจะถูกจ่ายไปยังมอเตอร์สตาร์ท (ไดสตาร์ท)
เพื่อหมุนฟลายวีล ที่ติดอยู่กับชุดเพลาข้อเหวี่ยงเพื่อฉุดให้เครื่องยนต์หมุน
ในขณะเดียวกันนั้นระบบจุดระเบิดก็จะทำงานส่งผลให้เครื่องยนต์ติดในที่สุด
อย่างไรก็ตามในตำแหน่งนี้ต้องปล่อยมือเมื่อเครื่องยนต์ติด หากบิดค้างไว้จะส่งผลให้เฟืองมอเตอร์สตาร์ทและเฟืองฟลายวีล เสียหายได้
การสตาร์ทอย่างถูกวิธี
เริ่มต้นด้วยการตรวจตำแหน่งเกียร์ ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติ ต้องอยู่ในตำแหน่ง P หรือ N
ถ้าอยู่ในตำแหน่งอื่นก็แค่สตาร์ทไม่ติดเท่านั้น แต่ในเกียร์ธรรมดาจะแตกต่างออกไป
หากไม่ได้ปลดเกียร์ว่างก่อนสตาร์ทอาจส่งผลให้รถพุ่งชนสิ่งต่าง ๆ ที่ขว้างหน้าจนเกิดความเสียหายได้
ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแอร์ วิทยุ และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ
เพื่อให้ได้กำลังไฟสูงสุดจากแบตเตอรี่ จ่ายไปยังระบบสตาร์ท บางท่านคงคิดว่าไม่เห็นต้องปิดก็สตาร์ทได้
จริงอยู่ว่าสามารถทำได้ แต่จะเป็นการเพิ่มภาระให้มอเตอร์สตาร์ทและเครืองยนต์ทำงานหนักส่งผลให้เกิดการสึกหรอมากขึ้น
และในกรณีที่แบตเตอรี่เริ่มเสื่อมอาจทำให้ไม่มีกำลังไฟเพียงพอในการสตาร์ทเครื่องยนต์
ตรวจสอบไฟเตือน เมื่อบิดกุญแจไปในตำแหน่ง On ควรตรวจสอบว่าไฟแสดงสถานะของระบบต่าง ๆ
โชว์บนหน้าปัดครบและดับลง นอกจากนั้นควรสัเกต ว่ามีสิ่งผิดปกติหลังเครื่องยนต์ติดหรือไม่ทั้งอาการสั่นของเครื่องยนต์ หรือ เสียงที่ผิดปกติ
ไม่สตาร์ทแช่-ยาว เมื่อรถสตาร์ทติดยากไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ควรหลักเลี่ยงการสตาร์ทแช่ยาวเกิน 15 วินาที
เพราะจะส่งผลให้มอเตอร์สตาร์ทเสียหายได้ นอกจากนี้ต้องเว้นระยะห่างในการสตาร์ทครั้งต่อ 15 วินาทีเป็นอย่างน้อย
อย่างไรก็ตามเพียงแค่วิธีง่าย ๆ กับการเสียเวลาเพียงเล็กน้อยเอาใจใส่ การสตาร์ทอย่างถูกวิธี
จะช่วยให้รถยนต์ของท่านมีสุขภาพดีและยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้อีกด้วย…

Continue Reading

วิธีการรักษารถยนต์เเบบง่ายๆที่คนมีรถต้องรู้

การที่เรามีรถยนต์นั้นอย่างเเรกเลยคือเราต้องมีความรับผิดชอบในการดูเเลรักษาไม่ใช้ขับหรือว่ามีหน้าที่ผ่อนอย่างเดียว
รถก็เป็นอะไรที่ต้องดูเเลให้ดีเช่นกันบางคนถึงขั้นเรียกลูกได้เลยก็ว่าได้
หรือว่าบางคนรักรถมากกว่าเมียก็มี อันนี้ใครเป็นบ้าง
เเละเมื่อมีรถยนต์เเล้วจะดูเเลรักษาอย่างไรให้อยู่กับเราได้นานไม่เจ็บไม่ป่วยไม่ต้องซ้อมเยอะเรามีวิธีอย่างไรให้
รถยนต์ของเราสามารถใช้งานได้อย่างไม่มีปัญหาไปดูกันเลย
อย่างเเรกเลยก็ต้องหมั่นเช็ดทำความสะอาดทั้งภายนอกเเละภายในต้องดูให้ดีว่ารถของเราในวันนี้ที่ไปข้างนอกมา
มีอะไรที่ไปกระทบกระทั่งบ้างหากไม่มีก็ดีไป
เเต่วันไหนที่ไปเฉียวมาเราก็ต้องรักษาเเผลของที่รถของเราให้เร็วที่สุด
หรือว่าไม่ลุยฝุ่นโคลนมาในวันนั้นก็ต้องรีบล้างออกไม่เช่นนั้นอาจจะไปทำให้สีของรถคุณตกก็เป็นได้
หากไม่ค่อยทำความสะอาดจะสะสมเเละทำให้สีของรถคุณจางลงไปจะไม่สวยงามอย่างเเน่นอน
อย่างเเรกเราก็ต้องดูเเลรถของเราจะภายนอกให้ดีเสียก่อนเพื่อการใช้งานที่นานๆ
เมื่อเราดูเเลรถภายนอกเเล้วภายในของรถยนต์ของเราก็มีความสำคัยเช่นเดียวกัน
โดยเฉพาะตัวเครื่องยนต์ของเรา ต้องดูเเลเป็นพิเศษหากพังขึ้นมาความซวยจะมาเยือนเราเเน่นอน
นั้นก็คือเราต้องเสียเงินในการซ้อมโดยใช้เหตุหากเราไม่ดูเเลรักษาให้ดีก่อนหน้านี้
เเละการดูเเลเครื่องยนต์นั้นหลักคือ น้ำมันเครื่อง
เติมน้ำหล่อเย็นเพื่อระบายความร้อนของเครื่องยนต์ของรถคุณ
เเละควรดูสายพานรถเเละรวมไปถึงเครื่องยนต์ของคุณฟังดูว่ามันผิดปกติหรือไม่
เราต้องเช็คให้ดีเพื่อการใช้งานที่ยาวนานของคุณเอง เเละอีกส่วนหนึ่งคือแอร์
ที่มีความสำคัญเช่นเดียวกันถ้าเเอร์รถของเราพังขึ้นมาปัญหาเกิดอย่างเเน่นอนเพราะจะทำให้เราร้อนจะมีความ
หงุดหงิดในขณะขับรถได้ เราต้องไม่ขาดน้ำยาเเอร์จุดนี้ต้องระวังให้ดี
เพื่อความสมบูรณ์ของรถยนต์ของคุณเอง
สิ่งสำคัญที่อยากจะบอกในการดูเเลรักษารถของคุณคือการขับรถนั้นเองเราต้องขับรถด้วยความไม่ประมาท
ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุเราต้องระวังให้ดีขระขับรถเพราะหากเกิดชนอะไรขึ้นมา เราจะต้องลำบากไปซ้อมนั้นเอง
เเละหากรถยนต์เป็นเเผลมาก การกลับมาให้เหมือนเดิมก็จะทำได้ยาก
ดังนั้นเราต้องใช้รถยนต์อย่างถนุถนอมที่สุดเพื่อที่จะให้รถของคุณไม่เป็นอะไร เราต้องไม่ขับเร็วจนเกิดไป
เเละไม่ลุยหนักไปลุยเขาลงห้วย ใช้รถยนต์หนักเกินไปก็ไม่ได้ เราต้องระมัดระวังในการขับให้มากที่สุด
เพื่อให้รถของคุณได้รับความกระทบกระเทือนไม่มาก เราต้องดูเเลรักษาให้ดีเพราะว่าจะต้องใช้งานไปอีกนาน…

Continue Reading

การทำความสะอาดห้องเครื่องที่ถูกต้อง

การดูแลห้องเครื่องคือ การทำความสะอาดที่ ไม่ใช่แค่ล้างสีดูดฝุ่นภายนอกเท่านั้น
แต่คือการทำความสะอาดห้องเครื่องยนต์เพื่อที่จะได้รู้ว่ามีชิ้นส่วนใดชำรุด หรือมีคราบน้ำมันเล็ดลอดออกมาหรือไม่
นอกจากนี้ยังทำให้น่ามอง เปิดโชว์คนอื่นได้
การทำความสะอาดห้องเครื่องจะทำให้ ชิ้นส่วนโลหะสว่างใส พลาสติก ท่อต่าง ๆ ภายในห้องเครื่องดูใหม่
ถ้าหากดูแลอย่างถูกต้องจะทำให้ท่อตัวรัดและชิ้นส่วนที่ทำด้วยยางหรือพลาสติกมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น
อุปกรณ์ที่ใช้ทำความสะอาด
1.น้ำ – สายยางฉีดน้ำ
2.แปรงขนนิ่มหรือฟองน้ำทำความสะอาด – สำหรับขัดล้างรถโดยเฉพาะ
ถ้าไม่สามารถหาได้ก็เลือกแปรงที่มีขนอ่อนนุ่มและมีด้ามจับเพื่อจะเข้าถึงส่วนที่ลึกในเครื่องยนต์
ในชิ้นส่วนที่เล็กและแคบสามารถใช้แปรงสีฟันเก่า ๆ ทำความสะอาดได้
3.น้ำยาทำความสะอาด – สามารถหาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตที่แผนกอุปกรณ์ทำความสะอาดรถ
โดยจะมีความเข้มข้นต่างกันตั้งแต่ น้ำยาที่ใช้ความสะอาดฝุ่นทั่วไป
หรือแบบที่เข้มข้นมากเพื่อล้างเครื่องที่เลอะคราบน้ำมัน
4.น้ำยาเคลือบเครื่องยนต์ – มีหลายเกรดเช่นเดียวกัน สามารถเลือกได้ตามความเหมาะสม
5.ผ้าไมโครไฟเบอร์ – เลือกที่ราคาต่ำ ๆ เพราะไม่ต้องเสียดายเวลาที่เปื้อนมาก ๆ
เพราะอาจเลอะน้ำจนไม่อาจนำไปใช้ทำความสะอาดได้ต่อ
ประโยชน์การล้างห้องเครื่อง
1. ช่วยลดปัญหาการเกิดสนิม
2. ช่วยขจัดความสกปรก
3. ช่วยระบายความร้อนในห้องเครื่องให้ดีขึ้น
4. ช่วยให้การตรวจสอบรอยรั่วภายในห้องเครื่องได้ง่ายทำให้เห็นรอยรั่วชัดเจนยิ่งขึ้น
ขั้นตอนการล้างห้องเครื่อง
1. รอจนเครื่องเย็น แล้วถอดขั้วแบทเตอรีออก
2. นำพลาสติก ถุง หรือ ฟีล์มถนอมอาหาร หุ้มส่วนที่อาจเสียหายจากน้ำ และความชื้น
3. ใช้น้ำฉีดเบาๆ ให้ทั่วห้องเครื่อง ระวังอย่าโดนส่วนที่หุ้มไว้
4. ผสมน้ำยาล้างห้องเครื่องกับน้ำเปล่า ชุบน้ำยาที่ผสม เช็ดส่วนที่สกปรกที่สุดก่อน แล้วไล่ไปทั่วห้องเครื่อง
5. ทำความสะอาดในส่วนที่เข้าไม่ถึง ล้างให้สะอาด

อย่างไรก็ดี ข้อสำคัญเลยของการทำความสะอาดห้องเครื่องคือ ควรทำความสะอาดเป็นประจำ อย่างสม่ำเสมอ
อย่าปล่อยให้สกปรกมากแล้วค่อยทำ และยังเป็นการถือโอกาสตรวจเช็คส่วนประกอบภายในห้องเครื่อง เช่นท่อน้ำ
ท่อน้ำมัน น้ำรั่ว น้ำมันเครื่องซึม สายพาน สายไฟ อื่นๆ ไปด้วยในตัว…

Continue Reading